กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าเพิ่มรายชื่อเนื้อสุกร เนื้อวัว เนื้อแกะ และผลพลอยได้ของเนื้อสัตว์ในรายงานการนำเข้า โดยผู้นำเข้าสามารถรายงานการนำเข้าเนื้อสัตว์ดังกล่าวจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2554
อนึ่งในปัจจุบันสินค้าที่ต้องรายงานการนำเข้าได้แก่ ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม และ rapeseed
ที่มา : The Pig Site
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เตือนผู้ผลิตไทยรับมือกฎวัสดุสัมผัสอาหารใหม่อียู
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ลงมติรับรองกฎระเบียบฉบับใหม่ (Commission Regulation (EU) No. 10/2011of14January 2011) ว่าด้วยการใช้พลาสติกและวัสดุที่สัมผัสอาหาร เช่น ยาง ซิลิโคน และสาร ion exchange resins โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 และจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป
ทั้งนี้สหภาพยุโรปให้ระยะเวลาปรับตัวในการปฏิบัติให้สอดคล้อง ตามข้อกำหนดของกฎระเบียบดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2554ถึง 31 ธันวาคม 2558 กฎระเบียบใหม่ดังกล่าว! มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ที่เป็นสาระสำคัญ คือ
1.ขยายขอบเขตของพลาสติกที่เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร ให้รวมถึง plastic layers in multi material layer materials and articles
2.รวบรวมบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหารได้ ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 885 รายการ รวมทั้งระบุค่า Specific migration limits (SML) ของสารบางรายการด้วย เนื่องจากอาจมีการถ่ายเทไปสู่อาหาร สำหรับสารที่ไม่ได้ระบุค่า SML ให้กำหนดค่า migration ได้ไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ องค์ประกอบในพลาสติก ต้องไม่ถ่ายเทไปสู่อาหาร ในปริมาณเกิน 60 มิลลิกรัมต่อพื้นที่สัมผัสอาหาร 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.จำกัดการใช้โลหะและวัสดุบางชนิด เช่น แบเรียม เหล็ก สังกะสี รวมทั้งระบุปริมาณขั้นต่ำที่อนุญาตให้ถ่ายเทสู่อาหาร
&nbs! p; ! &n bsp; 4.ข้อกำหนดในการทดสอบการถ่ายเทของสารและการเคลื่อนย้ายของสารจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร (Migration Test)
5.เก็บรักษาเอกสารข้อมูลในแต่ละขั้นตอนการผลิต เพื่อพิสูจน์ว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ของกฎระเบียบดังกล่าวและสามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับการร้องขอ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สหภาพยุโรปจะบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตสินค้าจะต้องตรวจสอบวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารมีการถ่ายเทไปสู่อาหารเกินระดับความปลอดภัยหรือไม่ รวมทั้งวิธีการทดสอบการถ่ายเทของสารและการเคลื่อนย้ายสารจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารด้วย
ที่มา : Voice TV
ทั้งนี้สหภาพยุโรปให้ระยะเวลาปรับตัวในการปฏิบัติให้สอดคล้อง ตามข้อกำหนดของกฎระเบียบดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2554ถึง 31 ธันวาคม 2558 กฎระเบียบใหม่ดังกล่าว! มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ที่เป็นสาระสำคัญ คือ
1.ขยายขอบเขตของพลาสติกที่เป็นวัสดุสัมผัสอาหาร ให้รวมถึง plastic layers in multi material layer materials and articles
2.รวบรวมบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้เป็นวัสดุสัมผัสอาหารได้ ซึ่งมีทั้งสิ้นจำนวน 885 รายการ รวมทั้งระบุค่า Specific migration limits (SML) ของสารบางรายการด้วย เนื่องจากอาจมีการถ่ายเทไปสู่อาหาร สำหรับสารที่ไม่ได้ระบุค่า SML ให้กำหนดค่า migration ได้ไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ องค์ประกอบในพลาสติก ต้องไม่ถ่ายเทไปสู่อาหาร ในปริมาณเกิน 60 มิลลิกรัมต่อพื้นที่สัมผัสอาหาร 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.จำกัดการใช้โลหะและวัสดุบางชนิด เช่น แบเรียม เหล็ก สังกะสี รวมทั้งระบุปริมาณขั้นต่ำที่อนุญาตให้ถ่ายเทสู่อาหาร
&nbs! p; ! &n bsp; 4.ข้อกำหนดในการทดสอบการถ่ายเทของสารและการเคลื่อนย้ายของสารจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหาร (Migration Test)
5.เก็บรักษาเอกสารข้อมูลในแต่ละขั้นตอนการผลิต เพื่อพิสูจน์ว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ของกฎระเบียบดังกล่าวและสามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับการร้องขอ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สหภาพยุโรปจะบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตสินค้าจะต้องตรวจสอบวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารมีการถ่ายเทไปสู่อาหารเกินระดับความปลอดภัยหรือไม่ รวมทั้งวิธีการทดสอบการถ่ายเทของสารและการเคลื่อนย้ายสารจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารด้วย
ที่มา : Voice TV
วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
แคนาดาส่งออกเนื้อวัวและสุกรไปเกาหลีใต้เพิ่ม
สถานการณ์การระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในเกาหลีใต้ ทำให้แคนาดาได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากปริมาณผลผลิตเนือสุกรและเนื้อวัวในเกาหลีใต้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เกาหลีใต้จึงต้องนำเข้าเนื้อสัตว์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น จึงลดภาษีนำเข้าเนื้อสัตว์ดังกล่าวลง 25% เป็นการชั่วคราว ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2553 แคนาดาส่งออกเนื้อสุกรมายังเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 5,000 ตัน โดยก่อนเดือนตุลาคม 2553 แคนาดาส่งออกเนื้อสุกรมายังเกาหลีใต้เพียง 2,500 ตัน – 4,500 ตัน
ที่มา : Canadian Cattlemen
ที่มา : Canadian Cattlemen
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
จีนเบียดญี่ปุ่นรั้งอันดับสองเศรษฐกิจโลก
จีนคว่ำญี่ปุ่น รั้งชาติเศรษฐกิจใหญ่สูงสุดอันดับสองของโลก ขณะสถาบันการเงนชั้นนำประเมิน จีนขึ้นแท่นเจ้าเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกแทนที่สหรัฐภายใน 10 ปี เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 โดยได้รับแรงกดดันจากการหมดอายุของมาตรการรัฐบาลในการจูงใจผู้ซื้อรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจฟื้นตัวในปีนี้จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าไปจีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
ทั้งนี้ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นหดตัวลง 0.3% ในไตรมาสเดือนตุลาคม-ธันวาคม 53 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านั้น และเมื่อคำนวณตลอดทั้งปีเศรษฐกิ! จญี่ปุ่นเติบโตราว 3.9% ด้วยมูลค่าจีดีพี 5.474 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังเป็นรองจีดีพีจีนที่สูงถึง 5.879 ล้านล้านดอลลาร์ เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวเนื่องจากการส่งออกที่ร่วงลงอย่างมาก เช่นเดียวกับความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ขณะที่จีนได้อานิสงค์จากการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง และจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารโลก โกลด์แมน แซคส์ และสถาบันอื่นๆ ประเมินว่าจีนจะครองตำแหน่งเจ้าเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกแทนสหรัฐฯ ภายในปี 2568
เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูหลังสงครามทำให้ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ เป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่ฟองสบู่แตกในทศวรรษ 2553 เป็นต้นมา เปิดโอกาสให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วจนแซงญี่ปุ่นได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ญี่ปุ่นยังคงมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าจีนถึง 10 เท่า
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
ทั้งนี้ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นหดตัวลง 0.3% ในไตรมาสเดือนตุลาคม-ธันวาคม 53 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านั้น และเมื่อคำนวณตลอดทั้งปีเศรษฐกิ! จญี่ปุ่นเติบโตราว 3.9% ด้วยมูลค่าจีดีพี 5.474 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังเป็นรองจีดีพีจีนที่สูงถึง 5.879 ล้านล้านดอลลาร์ เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวเนื่องจากการส่งออกที่ร่วงลงอย่างมาก เช่นเดียวกับความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ขณะที่จีนได้อานิสงค์จากการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง และจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารโลก โกลด์แมน แซคส์ และสถาบันอื่นๆ ประเมินว่าจีนจะครองตำแหน่งเจ้าเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกแทนสหรัฐฯ ภายในปี 2568
เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูหลังสงครามทำให้ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ เป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่ฟองสบู่แตกในทศวรรษ 2553 เป็นต้นมา เปิดโอกาสให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วจนแซงญี่ปุ่นได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ญี่ปุ่นยังคงมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าจีนถึง 10 เท่า
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
ญี่ปุ่น-อินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างกัน
ญี่ปุ่นและอินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยลดหรือยกเลิกการเก็บภาษีสินค้าและบริการระหว่างกัน
นายเซอิจิ มาเอะฮาระ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น และนายอนัน ชาร์มา รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย เตรียมลงนามข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 หลังทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันไปเมื่อเดือนตุลาคม 2553
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นจะทยอยลดภาษีนำเข้าให้แก่สินค้าส่วนใหญ่ของอินเดีย ขณะที่อินเดียก็จะลดภาษีสำหรับยานยนต์จากญี่ปุ่นลงคราวละ 10% และ 5% ส! ำหรับโลหะ โดยตั้งเป้าว่าจะยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันให้ได้ถึง 94% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ภายในเวลา 10 ปี คาดว่าข้อตกลงการค้าญี่ปุ่น-อินเดียนี้ จะเริ่มมีผลตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป
ที่มา : สำนักข่าวไทย
นายเซอิจิ มาเอะฮาระ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น และนายอนัน ชาร์มา รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย เตรียมลงนามข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 หลังทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันไปเมื่อเดือนตุลาคม 2553
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นจะทยอยลดภาษีนำเข้าให้แก่สินค้าส่วนใหญ่ของอินเดีย ขณะที่อินเดียก็จะลดภาษีสำหรับยานยนต์จากญี่ปุ่นลงคราวละ 10% และ 5% ส! ำหรับโลหะ โดยตั้งเป้าว่าจะยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันให้ได้ถึง 94% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ภายในเวลา 10 ปี คาดว่าข้อตกลงการค้าญี่ปุ่น-อินเดียนี้ จะเริ่มมีผลตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป
ที่มา : สำนักข่าวไทย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)