หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามทำสถิติส่งออกข้าวเปลือกปี 54

 
                เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 กระทรวงเกษตร และการพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD) รายงานว่า ในปี 2554 เวียดนามสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกได้ 41.5 ล้านตัน มากกว่าปี 2553 ถึง 1.5 ล้านตัน ถึงถือว่าเป็นการทำสถิติสูงสุดของการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้ในปริมาณมากเช่นนี้สามารถช่วยตอบสนองความต้องการการบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก

                ในปี 2554 เวียดนามส่งออกข้าว 7.2 ล้านตัน มีมูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4.4 % ในด้านปริมาณ และเพิ่มขึ้น 14 % ในด้านมูลค่า

                เวียดนามสามารถส่งออกข้าวได้ในราคา 510 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันโดยเฉลี่ย หรือเพิ่มขึ้น 9.1 % จากปี 2553  โดยเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดเอเชียถึง 65 % ตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ รองลงมาคือตลาดในอัฟริกาใต้ซึ่งมีการส่งออกข้าวที่ 24 % อย่างไรก็ตาม สมาคมอาหารเวียดนาม (VFA) คาดการณ์ว่าในอนาคตเวียดนามอาจต้องเจอปัญหาการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยเปลี่ยนนโยบายการส่งออกข้าว นอกจากนี้ คุณภาพข้าวของอินเดียมีคุณภาพดีขึ้นและคาดการณ์ว่าอินเดียจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเป็นปริมาณมาก ซึ่งสาเหตุเหล่านี้จะไม่ส่งผลดีต่อเวียดนามในการส่งข้าวไปยังตลาดในอัฟริกา

              &n! bsp; VFA วางแผนขยายตลาดการส่งออกข้าวในปี 2555 ซึ่งรวมทั้งการขย! ายตลาดใน จีน ในปี 2554 เวียดนามส่งออกข้าวประมาณ 400,000 ตันไปยังจีน นอกจากนี้ VFA จะจัดตั้งชมรมผู้ส่งออกและนำเข้าข้าวระหว่างเวียดนามและจีนเพื่อริเริ่มการส่งออกข้าวคุณภาพดีจากเวียดนามไปยังตลาดในจีน กลางเดือนธันวาคมปี 2554 เวียดนามได้ลงนามในสัญญาส่งออกข้าวกับมาเลเซีย คิวบา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2555 เวียดนามคาดว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 650,000 – 750,000 ตัน

 

ที่มา : Xinhua News  ( 28 ธันวาคม 2554

สถานการณ์ตลาดน้ำมันปาล์มโลกปี 2554

 
                รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันปาล์มทั่วโลกปี 2554 จาก Companies and Markets สรุปสาระสำคัญดังนี้

                อินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการผลิตกว่า 85% ของการผลิตทั่วโลก   เนื่องจากประเทศที่บริโภคน้ำมันปาล์มมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันปาล์มไม่มากจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย

                ! รายงานคาดการณ์ว่าในอนาคต การผลิตน้ำมันปาล์มในมาเลเซียมีแนวโน้มจะลดลงเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนที่ดินเพาะปลูกประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันมีอายุมาก ในทางตรงข้าม อนาคตการผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียกลับสดใสเนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันยังมีอายุน้อยและยังสามารถขยายพื้นที่การเพาะปลูกออกไปได้อีก ดังนั้น คาดว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต

                น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันที่มีการบริโภคและผลิตมากทั่วโลก เนื่องจากมีราคาถูก ผู้บริโภคจึงสามารถเข้าถึงได้มาก ในอดีต มีการใช้ที่ดินเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นจึงเป็นผลให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มมากขึ้นตาม การวิจัยและกิจกรรมการพัฒนาต่างๆก็มีส่วนทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มมากขึ้นเช่นกัน ผลปาล์มน้ำมันยังสามารถให้ปริมาณน้ำมันเป็นจำนวนมากจึงทำกำไรให้ผู้ผลิตได้มาก นอกจากนี้ การใช้ที่ดินปลูกต้นปาล์มน้ำมันยังเป็นการใช้ที่ดินได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นแม้ว่าปริมาณพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลกจะมีน้อยแต! ่ก็มีปริมาณการผลิตมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น 

                ปัจจุบัน 80% ของน้ำมันปาล์มทั่วโลกถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอื่นๆมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ความต้องการและราคาน้ำมันปาล์มทั่วโลกเพิ่มขึ้นตาม เช่น การใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตสบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา อาหารที่มีฤทธิ์ทางยา สินค้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมกำลังเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงชีวภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริโภคน้ำมันปาล์มในอนาคต และรายงานคาดว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีความต้องการน้ำมันปาล์มมากจะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในอนาคต

 

 

ที่มา : All About Feed  ( 28 ธันวาคม 2554

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลีใต้ขยายตัว

กระทรวงอาหาร เกษตร ป่าไม้ และประมงเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของเกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 มีมูลค่า 654.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 15.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เนื่องจากความต้องการซื้อในญี่ปุ่นและจีนเพิ่มสูงขึ้น การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2554 มีมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปี 2553 ทั้งปี ซึ่งมีมูลค่า 5.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Country) ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 43.8 % กลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 38 % และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 24 %




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตลาดขนมหวาน EU ซบเซา เหตุผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

จากการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องโรคอ้วน ทำให้ตลาดขนมหวานในสหภาพยุโรป (EU) ซบเซา ในช่วงปี 2551 – 2554 ยอดจำหน่ายขนมหวานไม่เคลื่อนไหว โดยในปี 2551 มียอดจำหน่าย 8.6 พันล้านยูโร และ ในปี 2554 มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 8.9 พันล้านยูโร

ผลการวิจัย จาก Mintel ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยการตลาดระบุว่า ยอดจำหน่ายขนมหวานลดลงมากที่สุดในตลาดที่ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เช่น ในเยอรมันซึ่งแม้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ในปี 2551 ยอดจำหน่ายลดลงจาก 3.8 พันล้านยูโร เหลือ 3.6 พันล้านยูโร

! นาย David Jago ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและวิสัยทัศน์กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค และขณะนี้ ผู้บริโภคเริ่มลดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น

ส่วนปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายขนมหวาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ของทานเล่นอื่นๆที่มีวางจำหน่ายมาก กระแสการรับประทานอาหารสุขภาพ และประชากรผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเป็นผู้นำในการพัฒนาสินค้าขนมหวานใหม่ๆในช่วง 4 ปีนี้ โดยพัฒนาสินค้าใหม่ 42 % จากสินค้าใหม่ทั้งหมด

นาย David Jago เพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 สินค้าจากธรรมชาติที่หลากหลาย หรือการลดสารปรุงแต่งและสารกันบูดได้รับความนิยมมากทั่ว EU ส่วนสินค้าที่ระบุว่าไม่เติมสารปรุงแต่งหรือสารกันบูดได้รับความนิยมมาเป็นอันด! ับที่ 2 ขณะที่สินค้าที่อ้างว่ามีน้ำตาลต่ำ ลดปริมาณน้ำตาล หรือไ! ม่มีน้ำต าล เป็นสินค้าที่มีการพัฒนามากที่สุด โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา 22 % ของขนมหวานที่พัฒนาขึ้นใหม่กล่าวอ้างคุณสมบัติดังกล่าว




ที่มา : Aus Food News (19/12/54)

EU เพิ่มรายชื่อพืชสมุนไพรในบัญชีรายชื่อพืชสมุนไพรแผนโบราณที่อนุญาตให้ใช้ได้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศกฎระเบียบใน EU Official Journal L 319 Volume 102 เรื่องการเพิ่มเติมรายชื่อพืชสมุนไพรหนึ่งรายการ คือ Hamamelis virginiana L.ในบัญชีรายชื่อพืชสมุนไพรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสินค้าพืชสมุนไพรแผนโบราณ

กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ 3 วันหลังจากที่มีการประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2554)

โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:319:0102:0105:EN:PDF




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
(19/12/54)

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

EPA สหรัฐฯ ยกเลิกกำหนดค่าสาร

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 สหรัฐฯ แจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่อง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ยกเลิกค่าสาร chloroneb, chlorpyrifos, clofencet, endosulfan, ethyl parathion, methidathion, methyl parathion, และ N,N-diethyl-2-(4-methylbenzyloxy)ethylamine แก้ไขค่าสาร atrazine กำหนดวันที่ยกเลิกสาร endosulfan และทบทวนการกำหนดค่าสำหรับสูตรสารกำจัดศัตรูพืชสำหรับสารดังกล่าว และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
&n! bsp; http://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2011-09-14/html/2011-23515.htm



ที่มา : มกอช. (2/12/54

แคนาดากำหนดค่า MRLs ของสาร Ipconazole

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเสนอกำหนดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืช Ipconazole (PMRL2011-32)ในถั่ว bean และ pea แห้งปอกเปลือก ยกเว้นถั่วเหลือง (Crop Subgroup 6C ) เมล็ดธัญพืช (Crop Group 15, except rice ) ถั่วเหลืองแห้ง, ถั่วลิสงที่ 0.01 ppm

เปิดให้แสดงความคิดเห็นได้ถึง 11 ธันวาคม 2554


ที่มา : มกอช. (2/12/54)

แคนาดากำหนดค่า MRLs ของสาร Carbaryl

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเสนอกำหนดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืช Carbaryl (PMRL2011-33)ในข้าวที่ 15 ppm Cactus pad ที่ 12 ppm ข้าวฟ่างที่ 10 ppm Cactus fruit ที่ 5.0 ppm สับปะรด ที่ 2 ppm ถั่วแห้งปลอกเปลือกทั้ง bean และ pea ยกเว้นถั่วเหลือง(Crop Subgroup 6C) ที่ 1 ppm ถั่วเหลืองแห้ง เมล็ดทานตะวันที่ 0.5 ppm เมล็ดปอ ป่าน หัวมันเทศที่ 0.02 ppm

เปิดให้แสดงความคิดเห็นได้ถึง 11 ธันวาคม 2554

ที่มา : มกอช. (2/12/54)