หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จีนระงับนำเข้าชมพู่ทับทิมจันทร์จากไทย


สำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ออกประกาศระงับการนำเข้าชมพู่ทับทิมจันทร์จากประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จากสาเหตุการตรวจพบแมลงวันผลไม้ ซึ่งหากฝ่ายไทยมีมาตรการที่เหมาะสม อาจจะพิจารณาให้ส่งออกชมพู่ทับทิมจันทร์ได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ AQSIQ ยังขอให้ไทยตรวจสอบและกักกันโรคพืชอย่างเข้มงวดสำหรับผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ส่งมายังจีนด้วย ได้แก่ เพลี้ยแป้งในทุเรียน ลำไย และน้อยหน่า สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไย และมดดำในมังคุด เป็นต้น ทั้งขอความร่วมมือให้ไทยป้องกันไม่ให้มีการส่งผ่านกล้วยไข่จากฟิลิปปินส์ที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชกักกันซึ่งจีนสั่งห้ามนำเข้า เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกกล้วยไข่ของไทย



ที่มา : ThaiBizChina (15 มิถุนายน 2555)

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อียูศึกษาทบทวนความเสี่ยงสาร Bisphenol A ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก


หน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA) กำลังศึกษาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงสาร Bisphenol A (BPA) เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดค่ามาตรฐานปนเปื้อนที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับได้โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (TDI) ขึ้นใหม่ หลังจากเมื่อปี 2554 ได้ระงับการใช้ส่วนผสมดังกล่าวในพลาสติกสำหรับโรงงานทำขวดนมเด็กเนื่องจากยังไม่สามารถวิเคราะห์ค่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกได้ แม้ว่า EFSA จะยังไม่ได้กำหนดค่า TDI ของสาร BPA แต่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ เช่น เดนมาร์ก และฝรั่งเศส ได้ระงับการใช้สารดังกล่าวในบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากพลาสติกแล้ว นอกเหนือจากการระงับใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารทารก
BPA เป็นสารเคมีที่พบในบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำมาจากพลาสติก ซึ่ง EFSA ได้กำหนดค่า TDI ตั้งแต่ปี 2549 ไว้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน



ที่มา : มกอช.(13มิ.ย.55)



วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อ้อย-น้ำตาล ตั้งเป้าผลิต 100 ล้านตัน พร้อมรับ AEC


คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เผยข้อมูลไทยผลิตน้ำตาลทรายปี 2555 ได้ถึง 10.2 ล้านตัน จากอ้อย 97.98 ล้านตัน คิดเป็นประสิทธิภาพการผลิต 104.59 กก./ตันอ้อย ทั้งส่งออกได้มากถึง 7.8 ล้านตัน ทำรายได้ทั้งในประเทศและส่งออกร่วม 2 แสนล้านบาท และแม้สถานการณ์ราคาน้ำตาลทั่วโลกจะตกลงมาที่ 19 เซนต์/ปอนด์ แต่ไทยขายน้ำตาลดิบล่วงหน้าที่ราคา 24 เซนต์/ปอนด์ และรอประเมินราคาขายในปี 2556 หลังตัดยอดน้ำตาลคงเหลือในตลาดวันที่ 30 กันยายนนี้
ในปี 2558 ที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กอน. ประเมินว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยจะมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ เนื่องจากไทยมีทั้งกลไกของรัฐ ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาล ร่วมกันตัดสินใจกำหนดทิศทางการขาย ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล โดยปี 2556 การผลิตอ้อยของไทยน่าจะได้รับแรงกระตุ้นจากการเปิดโรงงานเพิ่ม 4 แห่ง ใน 3 จังหวัดได้แก่ อุทัยธานี เลย และอุดรธานี ทำให้อาจมีแนวโน้มผลิตได้เกินกว่าเป้าหมาย 100 ล้านตัน



ที่มา : มกอช. (12 มิ.ย.55)

FAO ประเมินสถานการณ์ตลาดปลาน้ำจืดของโลกปี 2012


องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินสถานการณ์ตลาดปลาน้ำจืดทั่วโลกในปีนี้ ว่าจะมีการขยายตัวภายใต้กรอบด้านความปลอดภัยและการเพิ่มคุณภาพในการผลิต

ตระกูลปลานิล (Tilapia) มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยตลาดใหญ่อยู่ในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
- จีนเน้นการส่งออกไปยังแอฟริกามากกว่าตลาดสหรัฐ ถึงแม้ปริมาณการส่งออกเนื้อปลาแล่จะลดลงถึง 15% แต่ก็มีการส่งออกปลานิลแช่แข็งทั้งตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งราคาต่อกิโลกรัมก็เพ! ิ่มขึ้น 13% มาอยู่ที่ 1.88 ดอลลาร์สหรัฐ (56 บาท)

- สหรัฐอเมริกา พบว่าในปี 2554 มีปริมาณนำเข้าลดลง 10% เหลือเพียง 192,900 ตัน และมูลค่าการนำเข้าลดลง 0.5% อยู่ที่ 838 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25,000 ล้านบาท) เนื่องจากถูกเนื้อปลาสวายที่ราคาต่ำกว่าเข้ามาแข่งขันในตลาด

- ตลาดสหภาพยุโรป ปี 2554 มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 20,700 ตัน โดยเริ่มนำเข้าจากประเทศในกลุ่มเอเชียได้แก่ เวียดนาม ไต้หวัน และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 160%, 13% และ 9% ตามลำดับ ส่วนจีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่พบว่ามีปริมาณส่งออกสู่สหภาพยุโรปลดลง

- ประเทศอื่นๆ ได้แก่ บราซิล กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเม็กซิโก กำลังเพิ่มปริมาณการผลิตสำหรับทั้งบริโภคภายในประเทศและตลาดส่งออก
ตระก! ูลปลาสวาย (Catfish) คาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ หลัง! จากพบปัญ หาทั้งด้านโรค การทำตลาด และปัจจัยส่วนทุนในการผลิตในปีที่แล้ว

- สหภาพยุโรปจะมีการนำเข้าประมาณ 209,000 ตัน ลดลง 11% จากปี 2554

- ผู้ผลิตรายใหญ่ได้แก่ เวียดนาม ซึ่งกำลังเพิ่มมาตรฐานในการผลิตไปสู่ SQF 1000, Global GAP และมาตรฐานของ ASC ทั้งยังมีประเทศต้องการนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นทั้ง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย ประมาณ 39%, 86% และ 37% ตามลำดับ ทั้งนี้เวียดนามยังมีการวางแผนเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศเม็กซิโก บราซิล และซาอุดิอาระเบียอีกด้วย

- ตลาดสหรัฐมีนำเข้าเพิ่มจากปี 2554 ถึง 59% และมูลค่าการนำเข้ารวม 350 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11,000 ล้าน บาท) สูงขึ้นถึง 78% เนื่องจากเนื้อปลากลุ่มปลาสวายเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมร้านอาหาร

&! nbsp; ปลากะพงแม่น้ำไนล์ (Nile Perch) มีปริมาณการนำเข้าสู่สหภาพยุโรปลดลงอย่างมากในปี 2554 เนื่องจากประเทศผู้ผลิตได้แก่ เคนยา แทนซาเนีย และอูกันดา จับปลาได้ปริมาณลดลง ซึ่งปัจจุบันเหล่าประเทศผู้ผลิตกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายประมงเชิงอนุรักษ์

ปลากะพงและปลาตะเพียนทะเล (Sea Bass and Sea Bream) มีปริมาณการผลิตทั่วโลกลดลง 4% ในปี 2554 และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2555 โดยเฉพาะปลากะพง จากการคาดการณ์นั้น ราคาสินค้าจะเริ่มลดลงในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เพราะผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ ปลาทั้งสองชนิดกำลังเดินหน้าทำตลาดในประเทศผู้ซื้อรายใหม่ที่มีศักยภาพได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย อนึ่ง ความต้องการภายในประเทศของตุรกีที่เป็นผู้ผลิตอันดับสองของโลกกำลังเพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อการขยายตลาดของเนื้อปลากลุ่มดังกล่าว



ที่มา : TheFishSite (12 มิ.ย.55)

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไทยเร่งออกมาตรฐานฟักทอง-แตงโม


นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันอาเซียนได้จัดทำมาตรฐานสำหรับฟักทองและแตงโมแล้ว ในขณะที่ไทยยังไม่มีมาตรฐานคุณภาพของพืชผลดังกล่าว จึงเห็นควรกำหนดมาตรฐานเพื่อเป็นการคุ้มครองทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และเตรียมก้าวสู่การเปิดตลาดเสรีนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศสมาชิกอาเซียน

สำหรับฟักทองและแตงโม จัดเป็นพืชผลที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังดำเนินการขอเปิดตลาดสินค้าเกษตร 5 ชนิด ต่อกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ได้แก่ แก้วมังกร มันสำปะหลัง ฝรั่ง ส้มโอ ! และฟักทอง ส่วนแตงโมปัจจุบันผลผลิตจากพื้นที่ 17,060 ไร่ ร้อยละ 90 ใช้บริโภคภายในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศแถบอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีมูลค่าประมาณปีละ 3-5 ล้านบาท
ประชาชาติธุรกิจ


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ (6 มิ.ย.55)