ปัจจุบันอินเดียเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของโลก โดยส่งออกถั่วเหลือง 5 % จากผลิตทั้งหมด แต่ The United Soybean Board คาดว่าอินเดียจะต้องกลายเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองในปี 2558 เนื่องจากจำนวนประชากรของอินเดียเพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจขยายตัว ขณะที่พื้นที่การเพาะปลูกลดลง
เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัว 7.7 % และคาดว่าผลผลิตถั่วเหลืองของอินเดียในปี 2554/2555 จะเพิ่มขึ้น 10.5 % เป็น 10.5 ล้านตัน เนื่องจากมีฝนตกชุกเพียงพอ ปัจจุบันอินเดียส่งออกกากถั่วเหลืองประมาณ 4.1 ล้านตัน โดยเป็นการส่งออกไปยังตลา! ดในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกากถั่วเหลืองของอินเดียเป็นที่ต้องการในตลาดเอเชียมากกว่ากากถั่วเหลืองจากละตินอเมริกา เนื่องจากเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม
ทั้งนี้ หากอินเดียหยุดส่งออกกากถั่วเหลืองไปยังตลาดเอเชีย ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นๆด้วย
ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)
วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554
จีนรุกลงทุนด้านอาหารและเกษตรในลาตินอเมริกา
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 – พฤษภาคม 2554 จีนได้ลงทุนในลาตินอเมริกากว่า 15,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นการลงทุนในบราซิล 60 % และในอาร์เจนตินา 40 %
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในลาตินอเมริกาประมาณ 70 % เป็นการลงทุนด้านพลังงานและเหมืองแร่ แต่ปัจจุบัน จีนเน้นการลงทุนด้านการเกษตรขนาดใหญ่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ในอาร์เจนตินา เพราะจีนต้องการแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความต้องการบริโภคอาหารที่ม! ีคุณภาพและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่การเพาะปลูกลดลง ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรในจีนจึงเริ่มไม่เพียงพอในการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551
ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 – พฤษภาคม 2554 จีนได้ลงทุนในลาตินอเมริกากว่า 15,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นการลงทุนในบราซิล 60 % และในอาร์เจนตินา 40 %
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในลาตินอเมริกาประมาณ 70 % เป็นการลงทุนด้านพลังงานและเหมืองแร่ แต่ปัจจุบัน จีนเน้นการลงทุนด้านการเกษตรขนาดใหญ่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ในอาร์เจนตินา เพราะจีนต้องการแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความต้องการบริโภคอาหารที่ม! ีคุณภาพและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่การเพาะปลูกลดลง ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรในจีนจึงเริ่มไม่เพียงพอในการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551
ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)
จีนแจ้งกฎระเบียบการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ
จีนออกร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ (Provisions on the Administration of the Registration of Foreign Manufacturers of Import Foods) ซึ่งได้แจ้งต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และมีผลบังคับใช้เดือนมีนาคม 2554 สาระสำคัญมีดังต่อไปนี้
• สำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIS) เป็นผู้ดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้าต่างชาติทั้งหมด และมีหน่วยงานด้านรับรอง Certification and Accreditation Administration (CNCA) เป็นผู้ดำเนินการการขึ้นทะเบี! ยนและการตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้า
• ผู้ผลิตต่างชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามบัญชีรายชื่อการขึ้นทะเบียน จะได้รับอนุญาตให้ส่งออกสินค้ามายังจีน
• ผู้ผลิตต้องผ่านการประเมินจากหน่วยงานขึ้นทะเบียนของประเทศต้นทาง (Competent Authority : CA) ได้แก่ หน่วยงานด้านสัตวแพทย์ ด้านอารักขาพืช และสาธารณสุข
| • การยื่นขอขึ้นทะเบียน ต้องยื่นผ่านหน่วยงาน CA ในประเทศผู้ผลิต และหน่วยงานนั้นจะเป็นผู้ยื่นเรื่องมายัง CNCA
• การขึ้นทะเบียนมีอายุ 4 ปี หากจะต่ออายุต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน 1 ปี หากผู้ผลิตไม่สามารถต่อการจัดทะเบียนในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงาน CNCA สามารถยกเลิกการจดทะเบียน! นั้นได้
! ; & nbsp; • หน่วยงาน CNCA จะตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตตามบัญชีรายชื่ออย่างเคร่งครัด และหากจำเป็นอาจมีการตรวจซ้ำและพบว่าผู้ผลิตไม่ปฏิบัติตามกำหนดจะถูกระงับการขึ้นทะเบียนชั่วคราว
• หากพบว่าผู้ผลิตรายใดเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยอาหารร้ายแรง หรือหากกักกันแล้วพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานค่อนข้างรุนแรง มีการปลอมปน เป็นต้น ก็จะทำการยกเลิกการขึ้นทะเบียน
• การขึ้นทะเบียนผู้ผลิต แปรรูป และการเก็บรักษาอาหารนำเข้าจากเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ที่ส่งอาหารตามบัญชีรายชื่อมายังจีนให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2554 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ spsthailand@gmail.com
ที่มา : มกอช.(05/10/54)
• สำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIS) เป็นผู้ดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้าต่างชาติทั้งหมด และมีหน่วยงานด้านรับรอง Certification and Accreditation Administration (CNCA) เป็นผู้ดำเนินการการขึ้นทะเบี! ยนและการตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้า
• ผู้ผลิตต่างชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามบัญชีรายชื่อการขึ้นทะเบียน จะได้รับอนุญาตให้ส่งออกสินค้ามายังจีน
• ผู้ผลิตต้องผ่านการประเมินจากหน่วยงานขึ้นทะเบียนของประเทศต้นทาง (Competent Authority : CA) ได้แก่ หน่วยงานด้านสัตวแพทย์ ด้านอารักขาพืช และสาธารณสุข
| • การยื่นขอขึ้นทะเบียน ต้องยื่นผ่านหน่วยงาน CA ในประเทศผู้ผลิต และหน่วยงานนั้นจะเป็นผู้ยื่นเรื่องมายัง CNCA
• การขึ้นทะเบียนมีอายุ 4 ปี หากจะต่ออายุต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน 1 ปี หากผู้ผลิตไม่สามารถต่อการจัดทะเบียนในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงาน CNCA สามารถยกเลิกการจดทะเบียน! นั้นได้
! ; & nbsp; • หน่วยงาน CNCA จะตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตตามบัญชีรายชื่ออย่างเคร่งครัด และหากจำเป็นอาจมีการตรวจซ้ำและพบว่าผู้ผลิตไม่ปฏิบัติตามกำหนดจะถูกระงับการขึ้นทะเบียนชั่วคราว
• หากพบว่าผู้ผลิตรายใดเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยอาหารร้ายแรง หรือหากกักกันแล้วพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานค่อนข้างรุนแรง มีการปลอมปน เป็นต้น ก็จะทำการยกเลิกการขึ้นทะเบียน
• การขึ้นทะเบียนผู้ผลิต แปรรูป และการเก็บรักษาอาหารนำเข้าจากเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ที่ส่งอาหารตามบัญชีรายชื่อมายังจีนให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2554 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ spsthailand@gmail.com
ที่มา : มกอช.(05/10/54)
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ผลไม้กระป๋องไทยถูกปฏิเสธต่ออายุทะเบียนอาหารในอินโด
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ได้รับแจ้งจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตาว่า บริษัทอินโดนีเซียผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องไทยประสบปัญหาการขอต่ออายุหมายเลขทะเบียนอาหารและยาของสินค้าประเภทผลไม้นำเข้าประป๋องจากไทยจากหน่วยงานควบคุมอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) เนื่องจากสินค้าของไทยไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาของหน่วยงานคณะกรรมการ BPOM เลขที่ HK.00.05.52.4040 ซึ่งกำหนดคุณลักษณะของสินค้าประเภทที่ 04 คือผลไม้กระป๋องว่าจะต้องมีอัตราส่วนเนื้อผลไม้ (Drained Weight) ตั้งแต่ 50 %ของน้ำหนักสุทธิทั้งหมด
&nbs! p; โดยหน่วยงาน BPOM ได้ตรวจสอบสินค้าผลไม้กระป๋องจากไทยทั้งหมด 7 รายงานได้แก่ ลำไยกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เงาะกระป๋อง เงาะสอดไส้สับปะรดกระป๋อง ลูกตาลกระป๋อง ลูกตาลผสมขนุนกระป๋อง และขนุนกระป๋อง พบว่าสัดส่วนของเนื้อผลไม้มีปริมาณต่ำกว่า 50 % ทำให้หน่วยงาน BPOM จะไม่ดำเนินการต่ออายุให้นำเข้าสินค้าผลไม้กระป๋องของไทยสู่อินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของหน่วยงาน BPOM
ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างดำเนินการว่าแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ( 4 ตุลาคม 2554 )
&nbs! p; โดยหน่วยงาน BPOM ได้ตรวจสอบสินค้าผลไม้กระป๋องจากไทยทั้งหมด 7 รายงานได้แก่ ลำไยกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เงาะกระป๋อง เงาะสอดไส้สับปะรดกระป๋อง ลูกตาลกระป๋อง ลูกตาลผสมขนุนกระป๋อง และขนุนกระป๋อง พบว่าสัดส่วนของเนื้อผลไม้มีปริมาณต่ำกว่า 50 % ทำให้หน่วยงาน BPOM จะไม่ดำเนินการต่ออายุให้นำเข้าสินค้าผลไม้กระป๋องของไทยสู่อินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของหน่วยงาน BPOM
ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างดำเนินการว่าแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ( 4 ตุลาคม 2554 )
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เดนมาร์กเตรียมขึ้นภาษีอาหารที่ทำให้คนอ้วน
เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ปรับขึ้นภาษีอาหารที่มีไขมันสูงและทำให้คนอ้วนขึ้น ราคาสินค้าตามร้านขายของชำต่างๆ ในเดนมาร์ก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก เดนมาร์ก ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่ปรับขึ้นภาษีอาหารไขมันที่ทำให้คนอ้วน โดยภาษีตัวใหม่ที่ชื่อว่า แฟท แท็กซ์ ( fat tax ) มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการบริโภคอาหารไขมันสูงของประชาชน และจำกัดสินค้าต่างๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวเกินกว่า 2.3 % ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคในเดนมาร์กจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 16 โครน หรือ ราว 88.97 บาทต่อไขมันอิ่มตัวหนึ่งกิโลกรัมในสินค้าชิ้นนั้น ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันมะกอกหนึ่งลิตร จะเพิ่มอีก 2.65 โครน หรือ ราว 14 บาท จาก 38.95 เป็น 41.60 โครน หรือ ราว 231 บาท ! ขณะที่ ราคาสเต็กต่อกิโลกรัม เพิ่มจาก 199.88 เป็น 201.70 โครน หรือ ราว 1,124 บาท ส่วนราคาสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีตัวใหม่รวมทั้ง เนย ชีส นม และมันฝรั่งทอด รวมทั้ง พิซซ่า ที่ราคาแพงขึ้นอีก 17.4 %
ด้าน นายไซมอน ลุนด์ เจ้าของร้านขายของชำ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้ และเชื่อว่าภาษีตัวใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพในเดนมาร์ก และเขาคิดว่าควรมีภาษีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และน้ำตาล ที่ทำให้อ้วน เพราะกลุ่มคนที่ซื้อน้ำตาล และแอลกอฮอล์ ตลอดจนบุหรี่ เข้าโรงพยาบาลมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีประชากรของเดนมาร์กไม่ถึง 10 % ที่เข้าคลินิกลดความอ้วน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในยุโรป ขณะที่อังกฤษ เป็นประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนสูงที่สุด
ที่มา : Voice TV ( 3 ตุลาคม 2554 )
ด้าน นายไซมอน ลุนด์ เจ้าของร้านขายของชำ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้ และเชื่อว่าภาษีตัวใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพในเดนมาร์ก และเขาคิดว่าควรมีภาษีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และน้ำตาล ที่ทำให้อ้วน เพราะกลุ่มคนที่ซื้อน้ำตาล และแอลกอฮอล์ ตลอดจนบุหรี่ เข้าโรงพยาบาลมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีประชากรของเดนมาร์กไม่ถึง 10 % ที่เข้าคลินิกลดความอ้วน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในยุโรป ขณะที่อังกฤษ เป็นประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนสูงที่สุด
ที่มา : Voice TV ( 3 ตุลาคม 2554 )
สั่งเกาะติด FTA “ทรานส์แปซิฟิก”
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้หารือกับนางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เชิญนายกรัฐมนตรีให้ร่วมประชุมผู้นำกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554 ที่รัฐฮาวาย
สหรัฐฯ แสดงความเห็นนโยบายแทบเล็ต เพื่อการศึกษาของไทยว่าเป็นนโยบายที่มีความน่าสนใจ และไทยสนใจแทบเล็ตของสหรัฐฯ หากมีราคาเหมาะสม ในการประชุมผู้นำสุดยอดเอเปคที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ประเด็นหลักที่สหรัฐฯต้องการผลักดันคือ การเปิดเสรีการค้าในกลุ่ม Trans-Pacific Strate! gic Economic Partnership: TPP ในขณะนี้มีสมาชิก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ บรูไน ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการขยายอิทธิพลทางการค้าในฝั่งเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจกับจีนซึ่งมีอิทธิพลทางการค้าในเอเชียตะวันออก โดย TPP พัฒนามาจากเขตการค้าเสรีเอเปค แต่การพัฒนาเอเปคไปสู่เขตการค้าเสรีโดยตรงถูกต่อต้านจากสมาชิกหลายประเทศ สหรัฐฯจึงหันไปผลักดัน TPP แทน โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากไทยไม่ติดตามหรือศึกษา TPP ให้ดีอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งขันในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 4 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกTPP จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด และให้มองโอกาสว่าไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP ได้หรือไม่อย่างไร
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หลังหารือกับนาย Gildas Le Lidec เอกอัคร! ราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่า นักลงทุนชาวฝรั่งเศสในไทยได้แสด! งความมั่ นใจว่าบริษัทกว่า 400 บริษัทซึ่งมีการจ้างงานกว่า 1 แสนคน มั่นใจว่าบริษัทฝรั่งเศสสามารถดำเนินตามนโยบายรัฐบาลที่เพิ่มค่าจ้างแรงงานเป็นวันละ 300 บาทได้ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ยังได้สอบถามเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากขณะนี้สหภาพยุโรปได้ทำการเจรจาFTA กับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว และกำลังจะเริ่มเจรจากับเวียดนามเร็วๆนี้ จึงหวังว่าจะเริ่มเจรจา FTA กับไทยเช่นกัน และในตอนท้ายฝรั่งเศสยังได้แนะนำสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฝรั่งเศส AFD ให้การสนับสนุนเงินกู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทยในด้านการลงทุนขนาดใหญ่
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 3 ตุลาคม 2554
สหรัฐฯ แสดงความเห็นนโยบายแทบเล็ต เพื่อการศึกษาของไทยว่าเป็นนโยบายที่มีความน่าสนใจ และไทยสนใจแทบเล็ตของสหรัฐฯ หากมีราคาเหมาะสม ในการประชุมผู้นำสุดยอดเอเปคที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ประเด็นหลักที่สหรัฐฯต้องการผลักดันคือ การเปิดเสรีการค้าในกลุ่ม Trans-Pacific Strate! gic Economic Partnership: TPP ในขณะนี้มีสมาชิก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ บรูไน ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการขยายอิทธิพลทางการค้าในฝั่งเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจกับจีนซึ่งมีอิทธิพลทางการค้าในเอเชียตะวันออก โดย TPP พัฒนามาจากเขตการค้าเสรีเอเปค แต่การพัฒนาเอเปคไปสู่เขตการค้าเสรีโดยตรงถูกต่อต้านจากสมาชิกหลายประเทศ สหรัฐฯจึงหันไปผลักดัน TPP แทน โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากไทยไม่ติดตามหรือศึกษา TPP ให้ดีอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งขันในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 4 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกTPP จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด และให้มองโอกาสว่าไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP ได้หรือไม่อย่างไร
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หลังหารือกับนาย Gildas Le Lidec เอกอัคร! ราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่า นักลงทุนชาวฝรั่งเศสในไทยได้แสด! งความมั่ นใจว่าบริษัทกว่า 400 บริษัทซึ่งมีการจ้างงานกว่า 1 แสนคน มั่นใจว่าบริษัทฝรั่งเศสสามารถดำเนินตามนโยบายรัฐบาลที่เพิ่มค่าจ้างแรงงานเป็นวันละ 300 บาทได้ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ยังได้สอบถามเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากขณะนี้สหภาพยุโรปได้ทำการเจรจาFTA กับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว และกำลังจะเริ่มเจรจากับเวียดนามเร็วๆนี้ จึงหวังว่าจะเริ่มเจรจา FTA กับไทยเช่นกัน และในตอนท้ายฝรั่งเศสยังได้แนะนำสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฝรั่งเศส AFD ให้การสนับสนุนเงินกู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทยในด้านการลงทุนขนาดใหญ่
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 3 ตุลาคม 2554
อียูแก้ไขกฎระเบียบการสืบย้อนกลับที่มาสินค้าอาหาร
คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศกฎระเบียบใหม่แก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการสืบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าอาหาร ได้แก่ Commission Implementing Regulation (EU) NO 961/2011 on the traceability requirements set by Regulation (EU) No 178/2002 of the European Parliament and of the Council for food of animal origin โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้
1. ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 178/2002 มาตราที่ 18 กำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารจะต้องกระทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ มีจุดประสงค์เสริมสร้! างความชัดเจนของระบบดังกล่าว โดยออกข้อกำหนดใหม่ว่า ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้ซื้อทราบโดยละเอียด รวมถึงผู้ขายต้องทราบด้วยว่า สินค้าที่ตนจำหน่ายได้ส่งไปให้ผู้ซื้อรายใด
2. ทั้งนี้ กฎระเบียบฉบับนี้จะใช้กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เท่านั้น และไม่ปรับใช้กับสินค้าที่แหล่งกำเนิดจากพืชและสัตว์ผสมกัน
3. ข้อบังคับใหม่ของกฎระเบียบฉบับนี้คือ ผู้ประกอบการ (ผู้ขาย) ต้องส่งมอบข้อมูลดังต่อไปนี้ให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า (ในที่นี้คือ ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ)
• คำบรรยายอย่างละเอียดของสินค้า
• น้ำหนักหรือปริ! มาณของสินค้า
&nbs! p; • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย (ผู้ส่งมอบสินค้า)
• ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย หากผู้ขายมิใช่คนเดียวกับผู้ส่งมอบสินค้า
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ หาผู้รับซื้อมิใช่คนเดียวกับผู้ที่รับสินค้า
• เลขที่ lot สินค้า หรือเลขที่การขนถ่ายสินค้า
• วันที่จัดส่งสินค้า
&nbs! p; ข้อมูลใน 3.1 ทั้งหมดเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า เพิ่มเติมจากข้อมูลปัจจุบันที่กำหนดไว้ รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมนี้ต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันทุกวัน จนกว่าสินค้าดังกล่าวจะถือได้ว่าถูกบริโภคให้หมดไป ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเรียกถามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตลอดเวลา การจัดวางข้อมูลลงในแบบฟอร์มนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ขาย
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2001:242:0002:0003:EN:PDF
ทั้งนี้ จะผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ( 3 ตุลาคม 2554 )
1. ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 178/2002 มาตราที่ 18 กำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารจะต้องกระทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ มีจุดประสงค์เสริมสร้! างความชัดเจนของระบบดังกล่าว โดยออกข้อกำหนดใหม่ว่า ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้ซื้อทราบโดยละเอียด รวมถึงผู้ขายต้องทราบด้วยว่า สินค้าที่ตนจำหน่ายได้ส่งไปให้ผู้ซื้อรายใด
2. ทั้งนี้ กฎระเบียบฉบับนี้จะใช้กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เท่านั้น และไม่ปรับใช้กับสินค้าที่แหล่งกำเนิดจากพืชและสัตว์ผสมกัน
3. ข้อบังคับใหม่ของกฎระเบียบฉบับนี้คือ ผู้ประกอบการ (ผู้ขาย) ต้องส่งมอบข้อมูลดังต่อไปนี้ให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า (ในที่นี้คือ ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ)
• คำบรรยายอย่างละเอียดของสินค้า
• น้ำหนักหรือปริ! มาณของสินค้า
&nbs! p; • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย (ผู้ส่งมอบสินค้า)
• ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย หากผู้ขายมิใช่คนเดียวกับผู้ส่งมอบสินค้า
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ หาผู้รับซื้อมิใช่คนเดียวกับผู้ที่รับสินค้า
• เลขที่ lot สินค้า หรือเลขที่การขนถ่ายสินค้า
• วันที่จัดส่งสินค้า
&nbs! p; ข้อมูลใน 3.1 ทั้งหมดเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า เพิ่มเติมจากข้อมูลปัจจุบันที่กำหนดไว้ รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมนี้ต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันทุกวัน จนกว่าสินค้าดังกล่าวจะถือได้ว่าถูกบริโภคให้หมดไป ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเรียกถามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตลอดเวลา การจัดวางข้อมูลลงในแบบฟอร์มนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ขาย
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2001:242:0002:0003:EN:PDF
ทั้งนี้ จะผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ( 3 ตุลาคม 2554 )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)