หน้าเว็บ

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร tetraconazole

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องกำหนดค่าสารตกค้างของสาร tetraconazole รวมถึง metabolites และ degradates ใน

· โคกระบือ ไขมันที่ 0.15 ppm
· ตับโคกระบือที่ 1.50 ppm
· เนื้อวัวยกเว้นตับที่ 0.15 ppm
· &nb! sp; ข้าวโพดไร่ ซัง ที่ 1.1 ppm
· ข้าวโพดไร่ เมล็ดที่ 0.01 ppm
· ข้าวโพดคั่วที่ 1.7 ppm
· เมล็ดข้าวโพดที่ 1.7 ppm
· ไขมันแพะที่ 0.15 ppm
· ไขมันม้าที่ 0.15 ppm
· ตับม้าที่ 0.50 ppm
· เนื้อม้า(ยกเว้นตับ) ที่ 0.15 ppm
· ! l ow growing berry พืชกลุ่ม 13-07G ยกเว้น เครนเบอร์รี่ที่ 0.25 ppm
· นม 0.03
· ไขมันนม 0.75 ppm
· เนื้อสัตว์ปีก 0.05 ppm
· ไขมันแกะที่ 0.15 ppm
· เนื้อแกะ(ยกเว้นตับ)ที่ 0.15 ppm
· small fruit vine climbing ยกเว้น fuzzy kiwifruit พืชกลุ่ม 13-07F ที่ 0.20 ppm

&! nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ยกเลิกค่าเสารที่ใช้กับองุ่นเพราะกำหนดองุ่นให้อยู่ประเภทเดียวกับพืชยกเว้น fuzzy kiwifruit และพืชกลุ่ม 13-07F

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554 )

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร metconazole

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของการกำหนดค่าสารตกค้างของสาร metconazoleในบุ๊ซเบอร์รี่ พืชหัว และผักประเภทหัว พืชกลุ่ม IC ที่ 0.04 ppm มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร fluoxastrobin

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของการกำหนดค่าสารตกค้างของสาร fluoxastrobin ในพืชตระกลูเต้า/แตงกวา พืชกลุ่ม 9B of .50 ppm มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554

แคนาดากำหนดค่า MRL ของสาร Imazamox

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องประกาศใช้ค่า MRL ของสารกำจัดศัตรูพืช Imazamox ในเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดงา มัสตาร์ด ที่ 0.05 ppm

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก

http://www.hc-sc.gc.ca/cps-spc/pubs/pest/_decisions/emrl2011-49/index-eng.php



ที่มา : มกอช. ( 25 ตุลาคม 2554

มะกันกำหนดสารตกค้าง thiamethoxam

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐฯ แจ้งเวียนต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของสารตกค้างของสาร thiamethoxam ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีผลบังคับใช้เมื่อ 17 สิงหาคม 2554 มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

· ถั่วลิสง 0.05 ppm
· Peanut hay 0.25 ppm
· อาหารถั่วลิสง 0.15 ppm
· ซังอัลฟัลฟ่า 0.05 ppm
· หญ้าอัลฟัลฟ่า 0.12 ppm
· สินค้าอาหารและสินค้าอาหารสัตว์ (อื่นๆ นอกจากนี้รวมถึงค่าที่สารสูงกว่าที่ใช้กับพืชกลุ่ม) ข้อกำหนดสำหรับการจัดการอาหารและอาหารสัตว์ที่ 0.02 ppm



ที่มา : มกอช. ( 25 ตุลาคม 2554

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การเติบโตของตลาดอาหารฮาลาลในอิตาลี

ปัจจุบันตลาดอาหารฮาลาลทั่วโลกมีอัตราการเติบโตถึงสองเท่า แม้แต่ในอิตาลีเองก็มีบริษัทต่างๆ ให้ความสนใจอาหารฮาลาลมากขึ้น และเร็วๆนี้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีฉลากฮาลาลอาจจะหาได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
ได้มีการริเริ่มนำฉลากฮาลาลเข้ามาใช้ในประเทศอิตาลีเมื่อปีที่แล้วโดย Islamic Religious Community โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร นาย Humid Roberto Distefano ผู้บริหารจัดการสินค้าฮาลาลประจำปอิตาลี กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของตลาดสินค้าฮาลาลนั้นมีมากถึง 4 – 5 ล้านยูโร ฉลากฮาลาลนั้นจะทำให้เกิดความเคลื่! อนไหวเปลี่ยนแปลงและมีความเกี่ยวข้องกับหลายด้านโดยเฉพาะกับการส่งออก เพราะในปัจจุบันแม้ว่าตลาดภายในประเทศอิตาลีจะประกอบไปด้วยชาวมุสลิมกว่า 1.5 ล้านคน แต่สินค้าฮาลาลนั้นจะหาซื้อได้ตามร้านค้าเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในชุมชนแออัด ซึ่งในด้านนี้ฉลากฮาลาลสามารถจะช่วยให้เกิดการผสมผสานและแบ่งปันวัฒนธรรมการบริโภคได้


ที่มา : Halalfocus.com (21/10/54

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อียูลงนามข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU)

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 สหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) โดยผู้ลงนามฝ่ายสหภาพยุโรป ได้แก่นาง Maria Damanaki กรรมาธิการยุโรปด้าน Maritime Affairs and Fisheries และผู้ลงนามฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ Dr. Jane Lubchenco, National Oceanic and Atmospheric Administration โดยทั้ง 2 ฝ่ายยินดีพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่ออนุรักษ์การทำประมงที่ยั่งยืน

การลงนามความร่ว! มมือของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือด้านการจัดการประมงครั้งแรก ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าสินค้าประมงมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก รองลงมา อันดับที่ 2 คือ ญี่ปุ่น และที่ 3 คือ สหรัฐฯ ซึ่งจากการร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ จะส่งผลป้องกันการทำประมงแบบ IUU ได้เป็นมูลค่าถึง 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของสหภาพยุโรป ได้ออกกฎระเบียบ IUU และกำลังอยู่ในช่วงระหว่างปรับโครงสร้างนโยบายการประมงร่วมใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ออกกฎระเบียบ High Seas Driftnet Fishing Moratorium Protection Act. และปัจจุบันมีนโยบายที่จะระงับการทำประมงแบบทำลายสต็อกปลา (overfishing) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสต็อกปลาที่มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดมีการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ/สหภาพยุโรป (19 ต.ค.2554

แนวโน้มราคาปลาทูน่าที่สูงขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบปลาทูน่าในตลาดโลก

ปัจจุบัน ราคาปลาทูน่าสด Skipjack ที่ซื้อขายในตลาด มีราคาสูงขึ้นถึง 6,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากประเทศในหมู่เกาะ Western and Central Pacific ประกาศระงับการจับปลาทูน่าด้วยอวน รวมถึงการระงับการทำประมงชั่วคราวในแถบ Eastern Pacific ขณะเดียวกัน 8 ประเทศภาคีภายใต้ข้อตกลงนาอูรู หรือ PNA ก็มีการเรียกร้องให้มีการลดการจับปลาทูน่าในปี 2011 เพื่ออนุรักษ์สต๊อกปลาทูน่า โดยการให้ลดชั่วโมงการจับปลาจาก 40,000 ชั่วโมงเป็น 28,469 ชั่วโมง ด้วยสาเหตุต่างๆเหล่านี้จึงทำให้จำนวนวัตถุดิบปลาทูน่าลดลงและส่งผลให้ปลาทูน่ามีราคาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

&nbs! p; ทั้งนี้ PNA ได้ออกมากล่าวว่าเป็นความตั้งใจของ PNA ที่จะดึงราคาปลาทูน่าให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการสร้างขีดความแข่งขันที่ดีให้กับกลุ่ม PNA นั่นเอง




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่าวประเทศประจำสหภาพยุโรป (11 ตุลาคม 2554

โรคหูหมูสีน้ำเงินระบาดในภาคใต้เวียดนามอีกระลอก

โรคหูสุกรสีน้ำเงินระบาดในเขตจังหวัดภาคใต้เวียดนาม ซึ่งสร้างความกังวลว่าโรคดังกล่าวจะระบาดไปยังเขตจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่ออากาศเย็นลง

นาย Diep Kinh Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท กล่าวว่า โรคดังกล่าวระบาดในจังหวัด Long An, Tien Giang, Soc Trang, Tay Ninh และ Quang Nam และให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าท้องถิ่นควรใช้มาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมการระบาดเพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณเนื้อสุกรเพียงพอสำหรับการบริโภคในช่วงปีนี้

นาย Diep Kinh Tan ยังให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการเชือด การค้า การขนส่งสุกรที่ติดโรคเข้าและออกนอกจากเขตพื้นที่ควบคุม และควรทำลายสุกรที่ติดเชื้อ

นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีนโรคหูสุกรสีน้ำเงินจำนวน 500,000 โดสให้แก่จังหวัดต่างๆ

นับตั้งแต่ 13 ตุลาคม สุกรกว่า 18,900 ตัวติดเชื้อ ในจังหวัด Long An สุกรจำนวน 13,518 ตัวติดเชื้อ โดย 4,258 ตัวถูกทำลาย และในจังหวัด Tay Ninh มีสุกรติดเชื้อ 2,694 ตัว ซึ่งได้ถูกทำลายแล้ว 756 ตัว




ที่มา : Vietnam News (19 ตุลาคม 2554

พาณิชย์ชงครม.ไฟเขียวนำเข้าพืช 9 ชนิด ตามกรอบ "แอคเมคส์"

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) กับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดีเจ้าพระยา และแม่โขง (แอดเมคส์) ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาอนุมัติต่อ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการนำเข้าชนิดพืชและปริมาณที่จะนำเข้า ภายใต้แผนการลงทุนคอนแทรคฟาร์มมิ่งจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงแนวทางการดูแลการนำเข้า ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และอุตสาหกรรมของไทย การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนงาน และการนำเข้าไม้ยูคาลิปตัสมาแปรรูปในประเทศ

โดยได้กำหนดพืชที่จะนำเข้าภายใต้แผนดังกล่าว 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 400,000 ตัน ถั่วเหลือง 100,000 ตัน ถั่วเขียวผิวมัน 12,000 ตัน ถั่วลิสง 6,500 ตัน งา 10,200 ตัน ข้าวโพดหวาน 22,000 ตัน ลูกเดือย 50,000 ตัน ละหุ่ง 2,500 ตัน มันสำปะหลัง (มันสดและมันเส้น) 355,000 ตัน ส่วนไม้ยูคาลิปตัสปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมเกิดความขาดแคลน เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก ฯลฯ จึงต้องมีการนำเข้า

นายยรรยงกล่าวว่า ขณะนี้การนำเข้าสินค้าเกษตรตามกรอบความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านมีหลายหน่วยงานดูแล ซึ่งในอนาคตอาจเป็นอุปสรรคและปัญหาของไทยเองโดยเฉพาะภายหลังการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล และกำหนดปริมาณ ช่วงเวลา การนำเข้าให้เหมาะสม ไม่กระทบต่อช่วงเวลาเพาะปลูกของไทย จนทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำ รวมถึงลดปัญหาการลักลอบนำเข้าหรือส่งออก ที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับการลงทุนภายใต้คอนแทรคฟาร์มมิ่ง เป็นความช่วยเหลือที่ไทยมีต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยการอนุญาตให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนเพาะปลูกสินค้าทั้ง 9 ชนิดในประเทศเพื่อนบ้าน และให้นำเข้ามาใช้ประโยชน์ในไทยได้ โดยผู้นำเข้าจะได้จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรนำเข้าในอัตรา 0% เหมือนการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรี(อาฟต้า) แต่เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า หรือนำเข้ามากเกินปริมาณที่กำหนด จึงกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบรับรองสุขอนามัยพืช ต้องรายงานปริมาณการนำเข้า การ ใช้ การจำหน่าย และสต็อกคงเหลือต่อกรมการค้าค่างประเทศ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภายใน 10 วัน นับแต่วันนำเข้า และต้องนำเข้าเฉพาะด่านที่กำหนดเท่านั้น




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (19 ตุลาคม 2554)

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปลา Tra ขายดี ความต้องการล้นกำลังผลิต

จากข้อมูลของสมาคมผู้แปรรูปและผู้ส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (VASEP) มีโรงงานแปรรูป ปลา Tra ในกลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงกว่า 120 แห่งที่ต้องให้ผลิตปลา Tra ให้ได้วันละ 5,000 ตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 แต่สามารถผลิตได้ไม่ถึงวันละ 4,000 ตันเท่านั้น การขาดแคลนปลา Tra เป็นผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 26,500 ดองเมื่อปลายเดือกันยายน 2554 เพิ่มขึ้น 1,000 ในระยะเวลา 2 สัปดาห์

Luu Bach Thao ผู้อำนวยการของบริษัท Viet An Seafood JSC กล่าวว่าบริษัทแปรรูปปลา Tra ที่ไม่มีฟาร์มปลาเป็นของตัวเองต้นสาเหตุทำให้กำลังการผลิตไม่พอต่อความต้องการและผู้ค้าปลาเป! ็นต้นเหตุเก็งราคาให้แพงขึ้น

อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีฟาร์มปลาเป็นของตัวเองก็ขาดแคลนปลา Tra สำหรับการแปรรูปเช่นกัน นาย Minh รองประทานของ VASEP และผู้อำนวยการของบริษัท Hung Vuong Seafood JSC กล่าวว่าบริษัทของตนไม่สามารถผลิตปลา Tra ให้ได้ 12,000 ตันภายใน 3 เดือนนี้เพื่อได้ตามเป้ากำลังการผลิตของปี 2554 จึงต้องลดการส่งออกปลาก Tra จากเดิมเดือนละ 400 คอนเทนเนอร์เป็น 350 คอนเทนเนอร์ โดยสาเหตุการขาดแคลนปลา Tra เป็นเพราะขาดแคลนลูกปลาที่ใช้เพาะพันธุ์ ซึ่งเป็นผลจากการที่เทขายฟาร์มปลาเทขายปลาเพาะพันธุ์เมื่อปี 2553 หลังเจ้าของฟาร์มได้รับความเสียหายอย่างหนักเนื่องจากผลผลิตปลา Tra มีมากกว่าความต้องการบริโภค

ราคาลูกปลา Tra ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 อยู่ที่กิโลกรัมละ 36,000 ดอง เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนกันยายนที่ราคากิโลกรัมละ 29,000 ดอง WASEP ระบุอุตสาหกรรมปลา Tra เวียดนามจะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากวิ! กฤติเศรษฐกิจโลก การขาดแคลนปลา Tra จะส่งผลต่อการส่งออกในไตรมาสท! ี่ 4 ของ ปี 2554 และครึ่งปีแรกของปี 2555

ทั้งนี้นอกเหนือจากเวียดนามจะส่งออกปลา Tra ไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ยังขยายการส่งออกไปยังทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย


ที่มา : Vietnam Ne
t(17/10/54

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อียูปรับมาตรการนำเข้าเมล็ดพืชอียิปต์

 
            เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554    สหภาพยุโรปออก Decision 2011/662/EU เรื่องการปรับปรุงมาตรการฉุกเฉินห้ามนำเข้าเมล็ดฟีนูกรีกและเมล็ดพืชบางชนิดจากอียิปต์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โดยอนุญาตให้นำเข้าพืชตระกูลถั่วสดและแช่เย็นจากอิยิปต์ได้ แต่ยังคงห้ามนำเข้าถั่วงอกสดและแช่เย็นอยู่ และปรับปรุงให้ห้ามนำเข้าเมล็ดตั่งฉ่าย (Mustard seed) ทุกชนิด จากเดิมที่กำหนดให้ต้องเป็นเมล็ดตั่งฉ่ายที่ใช้สำหรับเพาะปลูก (Mustard seed, for sowing) เท่านั้น
                สามารถดูรายละเอียดเมล็ดพืชอื่นๆ ที่สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าจากอียิปต์ที่ได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:263:0020:0021:EN:PDF
 
 
ที่มา : FSA (13/10/54)

มะกันเรียกคืนนม เหตุพาสเจอร์ไรซ์ไม่เหมาะสม

 
                กระทรวงเกษตรและการดูแลที่ดินรัฐไอโอวา รายงานว่า นมที่ผลิตจากโรงงาน Farmers All Natural Creamery เมือง Wellman รัฐไอโอวา และระบุวันหมดอายุวันที่ 22 ตุลาคม 2554 ถูกเรียกคืนเนื่องจากเกรงว่านมส่วนหนึ่งที่ผลิตจากโรงงานดังกล่าวอาจไม่ได้รับการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรเซอร์อย่างเหมาะสม

                เจ้าหน้าที่ประเมินจากห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของรัฐซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ได้ทำการทดสอบสินค้าดังกล่าว ผลการทดสอบพบเอนไซม์ phosphatase ตกค้าง ซึ่งแสดงว่านมดังกล่าวอาจไม่ได้รับการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์อย่างเหมาะสม การบริโภคน! มดังกล่าวจึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

                นมดังกล่าวผลิตเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 และมีหมายเลขโรงงาน 19888 ระบุบนทุกแกลลอน
ทางโรงงานดังกล่าวเชื่อว่าได้จำหน่ายนมจำนวน 954 แกลลอนให้แก่ผู้กระจายสินค้า 4 ราย แต่ผู้กระจายสินค้าทั้ง 4 รายได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และขณะนี้ได้นำนมออกจากชั้นวางจำหน่ายสินค้าแล้ว
 
 
ที่มา :  Food Safety News(13/10/54)
 

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อินโดตั้งเป้าประมง 22.39 ล้านตันภายในปี 58

 
                 กระทรวงการทางทะเลและประมงอินโดนีเซียวางแผนที่จะเพิ่มผลผลิตประมงให้ได้ 22.39 ล้านตันภายในปี 2558 มากขึ้นจากที่ตั้งเป้าให้เพิ่มขึ้นในปี 2555 14.87 ล้านตัน
                 กระทรวงฯ ประเมินว่าผลผลิตประมงในปี 2554 อาจถึง 12.3 ล้านตัน เทียบกับปี 2553 ซึ่งผลิตได้ 11.2 ล้านตัน Fadel Muhammad รัฐนตรีกระทรวงกรมทงทะเลและประมงอินโดนีเซียเปิดเผยว่า วางแผนที่จะทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำด้านการทำประมงภายในปี 2558 ด้วยเหตุนี้จึงตั้งเป้าผลผลิตประมงที่สูงขึ้นทุกๆปี ผลผลิตประมงของอินโดนีเซียได้แก่ ปลา กุ้ง สาหร่ายโดยจะผลิตด้วยเทคนิคการจับปลาและการเพาะเลี้ยงสัตว์! น้ำ
                Ketut Sugama อธิบดีกรมประมงอินโดนีเซียกล่าวว่าสาหร่ายคิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์ประมงทั้งหมด
 
ที่มา : FIS (11/10/54)

ไอร์แลนด์จะไฟแดงการขายน้ำนมดิบ เร็วๆ นี้

 
                ไอร์แลนด์อาจระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบเพื่อการบริโภคสำหรับมนุษย์อีกครั้ง ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้ผลิตน้ำนมดิบและกลุ่มผู้สนับสนุนซึ่งให้เหตุผลว่าการระงับดังกล่าวเป็นการจำกัดทางเลือกของผู้บริโภคและจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
                 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 หนังสือพิมพ์ Irish Times รายงานว่า นาย Simon Coveney รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรไอร์แลนด์กล่าวว่าไอร์แลนด์จะระงับการจำหน่ายน้ำนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์โดยเร็วที่สุด 
                ไอร์แลนด์เคยระงับการจำหน่ายน! ้ำนมวัวดิบตั้งแต่ปี 2540 – 2549 แต่ได้ยกเลิกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหภาพยุโรป หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารไอร์แลนด์กล่าวว่า สาธารณสุขสำคัญกว่าตัวเลือกของผู้บริโภค โดยให้เหตุผลว่าการบริโภคน้ำนมดิบอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากมีเชื้อวัณโรค, เชื้อแบคทีเรีย brucellosis, E.coli 0157, Campylobacter และ Salmonella ปนเปื้อน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการบริโภคน้ำนมดิบให้เหตุผลว่าการระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบจะกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงควรออกกฎควบคุมการผลิตและการจำหน่ายเพื่อลดความเสี่ยงแทนที่จะระงับ
                อย่างไรก็ตาม นาย Simon กล่าวว่าการออกกฎควบคุมการผลิตน้ำนมดิบเป็นเรื่องยาก อีกทั้งเสียค่าใช้จ่ายสูง และอาจจะไม่สามารถลดความเสี่ยง 
                ทั้งนี้ การระงับครั้งนี้จะไม่บังคับใช้กับน้ำนมดิบสำหรับผลิตเนยแข็ง
 
 
ที่มา : Food Safety News(11/10/54)

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คาดปี 55 ไทยส่งออกน้ำตาลสูงขึ้น

คาดว่าไทยจะส่งออกน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 ล้านตันในฤดูการเก็บเกี่ยวใหม่ที่จะเริ่มเดือนธันวาคม 2554 ขณะที่คาดว่าส่งออก 7.4 ล้านตันในฤดูเก็บเกี่ยวปัจจุบัน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ว่าไทยมีผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 10.17 ล้านตันในฤดูเก็บเกี่ยวหน้าเมื่อเทียบกับฤดูเกี่ยวปัจจุบันซึ่งมีปริมาณ 9.66 ล้านตัน
ขณะที่ราคาน้ำตาลทั่วโลกลดลงในช่วงนี้ คาดว่าเป็นผลจากผลผลิตผักกาดหวาน (Sugar beet) เพิ่มสูงขึ้นในสหภาพยุโรป ซึ่งในปี 2554 อาจมีไม่ต่ำกว่า 18 ล้านตันนี้ จากเดิมในปี 2553 มี 15.4 ล้านตัน


ที่มา : Bangkok Post (06-10-54)

สหรัฐฯ ไฟเขียวนำเข้าแก้วมังกรไทย

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 สำนักงานตรวจสอบพันธุ์พืชและสัตว์ (APHIS) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แจ้งว่าไทยได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลแก้วมังกรไปยังภาคพื้นทวีปสหรัฐฯ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

• การนำเข้าผลแก้วมังกรจะต้องเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าเท่านั้น

• ผลแก้วมังกรจะต้องผ่านการฉายรังสีตามข้อกำหนด โดยมีปริมาณรังสีที่ดูดกลืนอย่างน้อย 400 เกรย์(Gy)

&! nbsp; • ในกรณีที่ฉายรังสีในไทยก่อนส่งออก APHIS และองค์กรรักขาพืชของไทย คือ กรมวิชาการเกษตร จะร่วมกันตรวจสอบการส่งผลแก้วมังกรแต่ละครั้ง และจะต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) ซึ่งรับรองว่าแก้วมังกรได้รับการฉายรังสี

• ในกรณีที่มีการฉายรังสีเมื่อแก้วมังกรมาถึงสหรัฐฯ การส่งออกผลแก้วมังกรแต่ละครั้งจะต้องได้รับการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตรก่อนการขนส่งและต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยพืชด้วย

• ผลแก้วมังกรอาจถูกตรวจสอบ ณ ท่าเรือ สหรัฐฯ

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://aphis.usda.gov/favir หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ม! กอช.



ที่มา : มกอช.(6-10-54)

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Study: More DDGS possible in laying hen diets

//05 Oct 2011
High corn and soybean prices have made the search for ways to decrease poultry feed costs more important than ever. According to the Poultry Science Association (PSA), researchers at the University of Nebraska have identified one possible approach that may be effective for laying hens: increasing the percentage of dried distillers grains with solubles (DDGS) used in hens’ diets.
DDGS serve as a valuable source of energy, protein and amino acids in poultry diets. The researchers – Drs. Mahmoud Masa’deh, Sheila Purdum, and Katherine Hanford – detail their findings in a recent issue of the journal Poultry Science (“Dried Distillers Grains with Solubles in Laying Hen Diets”; Poult. Sci. 2011 90: 1960-1966).

Affordable poultry feed
“Dried distillers grains with solubles have previously been shown to be a valuable and, especially given current prices of corn and soybean meal, affordable ingredient in poultry diets. Current usage levels of DDGS in poultry diets typically range from 5% up to 10%. What our recent study has shown is that growers can safely explore levels of DDGS in their diets for laying hens up to 15%, and perhaps as high as 25%, with no negative effects on feed intake, egg production, or other key metrics, and with improved yolk colour at the higher levels,” said Dr. Purdum, one of the study’s authors.

The research team’s study comprised two egg production phases, during which diets were formulated to include 0, 5, 10, 15, 20, or 25% corn DDGS. The only difference between the diets in Phase 1 (week 24-46) and Phase 2 (week 47-76) was that in Phase 1, the diets were formulated on a fixed lysine and TSAA (total sulphur amino acids) level. During the second phase, the diets were designed to keep lysine and methionine at a fixed level, but the TSAA levels were allowed to increase due to higher cysteine levels in DDGS.

DDGS Concentration
The researchers found that neither feed intake nor egg production were affected by dietary DDGS concentration in either phase of the study. In Phase 1, however, researchers observed that increases in DDGS levels correlated with a roughly linear decrease in egg weight. However, the negative correlation between DDGS and egg weight was not seen in Phase 2 of the study.

According to the study’s authors, differences in amino acid levels and potential bioavailability as well as changing amino acid balance in Phases 1 and 2 could have been the reason for the reduction in egg weight only during Phase 1.

The authors found no differences in Haugh units due to DDGS levels in either production phase. In addition, the authors observed a linear increase in the retention of nitrogen and phosphorous with increasing levels of DDGS; the output per kilogram (as measured in the hens’ excreta) of these elements, however, decreased linearly as DDGS increased. This result is opposite to what was reported by other researchers, whose work focused on broiler chicks.

Egg yolk colour
One difference the researchers consistently found throughout the study was that egg yolk colour increased linearly with increased dietary levels of DDGS, reaching its greatest Roche colour fan score of 7.2 in eggs from hens fed the diet containing 25% DDGS. According to the authors, this indicates that xanthophylls in the DDGS were “highly available.” They also point out that the xanthophyll content of dried distillers grains with solubles is approximately three times that of corn by weight (34 mg/kg vs. 10.62 mg/kg, respectively). This finding may be useful for producers selling eggs in markets where there is a consumer preference for increased yolk pigmentation.

Source: Poultry Science Association (PSA)

คาดอินเดียจะเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองในปี 2558

ปัจจุบันอินเดียเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของโลก โดยส่งออกถั่วเหลือง 5 % จากผลิตทั้งหมด แต่ The United Soybean Board คาดว่าอินเดียจะต้องกลายเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองในปี 2558 เนื่องจากจำนวนประชากรของอินเดียเพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจขยายตัว ขณะที่พื้นที่การเพาะปลูกลดลง

เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัว 7.7 % และคาดว่าผลผลิตถั่วเหลืองของอินเดียในปี 2554/2555 จะเพิ่มขึ้น 10.5 % เป็น 10.5 ล้านตัน เนื่องจากมีฝนตกชุกเพียงพอ ปัจจุบันอินเดียส่งออกกากถั่วเหลืองประมาณ 4.1 ล้านตัน โดยเป็นการส่งออกไปยังตลา! ดในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกากถั่วเหลืองของอินเดียเป็นที่ต้องการในตลาดเอเชียมากกว่ากากถั่วเหลืองจากละตินอเมริกา เนื่องจากเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม

ทั้งนี้ หากอินเดียหยุดส่งออกกากถั่วเหลืองไปยังตลาดเอเชีย ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นๆด้วย


ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)
จีนรุกลงทุนด้านอาหารและเกษตรในลาตินอเมริกา


เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 – พฤษภาคม 2554 จีนได้ลงทุนในลาตินอเมริกากว่า 15,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นการลงทุนในบราซิล 60 % และในอาร์เจนตินา 40 %

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในลาตินอเมริกาประมาณ 70 % เป็นการลงทุนด้านพลังงานและเหมืองแร่ แต่ปัจจุบัน จีนเน้นการลงทุนด้านการเกษตรขนาดใหญ่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ในอาร์เจนตินา เพราะจีนต้องการแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความต้องการบริโภคอาหารที่ม! ีคุณภาพและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่การเพาะปลูกลดลง ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรในจีนจึงเริ่มไม่เพียงพอในการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551


ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)

จีนแจ้งกฎระเบียบการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ

จีนออกร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ (Provisions on the Administration of the Registration of Foreign Manufacturers of Import Foods) ซึ่งได้แจ้งต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และมีผลบังคับใช้เดือนมีนาคม 2554 สาระสำคัญมีดังต่อไปนี้

• สำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIS) เป็นผู้ดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้าต่างชาติทั้งหมด และมีหน่วยงานด้านรับรอง Certification and Accreditation Administration (CNCA) เป็นผู้ดำเนินการการขึ้นทะเบี! ยนและการตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้า

• ผู้ผลิตต่างชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามบัญชีรายชื่อการขึ้นทะเบียน จะได้รับอนุญาตให้ส่งออกสินค้ามายังจีน

• ผู้ผลิตต้องผ่านการประเมินจากหน่วยงานขึ้นทะเบียนของประเทศต้นทาง (Competent Authority : CA) ได้แก่ หน่วยงานด้านสัตวแพทย์ ด้านอารักขาพืช และสาธารณสุข

| • การยื่นขอขึ้นทะเบียน ต้องยื่นผ่านหน่วยงาน CA ในประเทศผู้ผลิต และหน่วยงานนั้นจะเป็นผู้ยื่นเรื่องมายัง CNCA

• การขึ้นทะเบียนมีอายุ 4 ปี หากจะต่ออายุต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน 1 ปี หากผู้ผลิตไม่สามารถต่อการจัดทะเบียนในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงาน CNCA สามารถยกเลิกการจดทะเบียน! นั้นได้

! ; & nbsp; • หน่วยงาน CNCA จะตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตตามบัญชีรายชื่ออย่างเคร่งครัด และหากจำเป็นอาจมีการตรวจซ้ำและพบว่าผู้ผลิตไม่ปฏิบัติตามกำหนดจะถูกระงับการขึ้นทะเบียนชั่วคราว

• หากพบว่าผู้ผลิตรายใดเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยอาหารร้ายแรง หรือหากกักกันแล้วพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานค่อนข้างรุนแรง มีการปลอมปน เป็นต้น ก็จะทำการยกเลิกการขึ้นทะเบียน

• การขึ้นทะเบียนผู้ผลิต แปรรูป และการเก็บรักษาอาหารนำเข้าจากเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ที่ส่งอาหารตามบัญชีรายชื่อมายังจีนให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2554 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ spsthailand@gmail.com



ที่มา : มกอช.(05/10/54)

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผลไม้กระป๋องไทยถูกปฏิเสธต่ออายุทะเบียนอาหารในอินโด

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ได้รับแจ้งจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตาว่า บริษัทอินโดนีเซียผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องไทยประสบปัญหาการขอต่ออายุหมายเลขทะเบียนอาหารและยาของสินค้าประเภทผลไม้นำเข้าประป๋องจากไทยจากหน่วยงานควบคุมอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) เนื่องจากสินค้าของไทยไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาของหน่วยงานคณะกรรมการ BPOM เลขที่ HK.00.05.52.4040 ซึ่งกำหนดคุณลักษณะของสินค้าประเภทที่ 04 คือผลไม้กระป๋องว่าจะต้องมีอัตราส่วนเนื้อผลไม้ (Drained Weight) ตั้งแต่ 50 %ของน้ำหนักสุทธิทั้งหมด

&nbs! p; โดยหน่วยงาน BPOM ได้ตรวจสอบสินค้าผลไม้กระป๋องจากไทยทั้งหมด 7 รายงานได้แก่ ลำไยกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เงาะกระป๋อง เงาะสอดไส้สับปะรดกระป๋อง ลูกตาลกระป๋อง ลูกตาลผสมขนุนกระป๋อง และขนุนกระป๋อง พบว่าสัดส่วนของเนื้อผลไม้มีปริมาณต่ำกว่า 50 % ทำให้หน่วยงาน BPOM จะไม่ดำเนินการต่ออายุให้นำเข้าสินค้าผลไม้กระป๋องของไทยสู่อินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของหน่วยงาน BPOM

ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างดำเนินการว่าแก้ไขปัญหาดังกล่าว



ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ( 4 ตุลาคม 2554 )

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เดนมาร์กเตรียมขึ้นภาษีอาหารที่ทำให้คนอ้วน

เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ปรับขึ้นภาษีอาหารที่มีไขมันสูงและทำให้คนอ้วนขึ้น ราคาสินค้าตามร้านขายของชำต่างๆ ในเดนมาร์ก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก เดนมาร์ก ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่ปรับขึ้นภาษีอาหารไขมันที่ทำให้คนอ้วน โดยภาษีตัวใหม่ที่ชื่อว่า แฟท แท็กซ์ ( fat tax ) มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการบริโภคอาหารไขมันสูงของประชาชน และจำกัดสินค้าต่างๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวเกินกว่า 2.3 % ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคในเดนมาร์กจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 16 โครน หรือ ราว 88.97 บาทต่อไขมันอิ่มตัวหนึ่งกิโลกรัมในสินค้าชิ้นนั้น ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันมะกอกหนึ่งลิตร จะเพิ่มอีก 2.65 โครน หรือ ราว 14 บาท จาก 38.95 เป็น 41.60 โครน หรือ ราว 231 บาท ! ขณะที่ ราคาสเต็กต่อกิโลกรัม เพิ่มจาก 199.88 เป็น 201.70 โครน หรือ ราว 1,124 บาท ส่วนราคาสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีตัวใหม่รวมทั้ง เนย ชีส นม และมันฝรั่งทอด รวมทั้ง พิซซ่า ที่ราคาแพงขึ้นอีก 17.4 %

ด้าน นายไซมอน ลุนด์ เจ้าของร้านขายของชำ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้ และเชื่อว่าภาษีตัวใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพในเดนมาร์ก และเขาคิดว่าควรมีภาษีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และน้ำตาล ที่ทำให้อ้วน เพราะกลุ่มคนที่ซื้อน้ำตาล และแอลกอฮอล์ ตลอดจนบุหรี่ เข้าโรงพยาบาลมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีประชากรของเดนมาร์กไม่ถึง 10 % ที่เข้าคลินิกลดความอ้วน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในยุโรป ขณะที่อังกฤษ เป็นประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนสูงที่สุด




ที่มา : Voice TV ( 3 ตุลาคม 2554 )

สั่งเกาะติด FTA “ทรานส์แปซิฟิก”

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้หารือกับนางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เชิญนายกรัฐมนตรีให้ร่วมประชุมผู้นำกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554 ที่รัฐฮาวาย

สหรัฐฯ แสดงความเห็นนโยบายแทบเล็ต เพื่อการศึกษาของไทยว่าเป็นนโยบายที่มีความน่าสนใจ และไทยสนใจแทบเล็ตของสหรัฐฯ หากมีราคาเหมาะสม ในการประชุมผู้นำสุดยอดเอเปคที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ประเด็นหลักที่สหรัฐฯต้องการผลักดันคือ การเปิดเสรีการค้าในกลุ่ม Trans-Pacific Strate! gic Economic Partnership: TPP ในขณะนี้มีสมาชิก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ บรูไน ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการขยายอิทธิพลทางการค้าในฝั่งเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจกับจีนซึ่งมีอิทธิพลทางการค้าในเอเชียตะวันออก โดย TPP พัฒนามาจากเขตการค้าเสรีเอเปค แต่การพัฒนาเอเปคไปสู่เขตการค้าเสรีโดยตรงถูกต่อต้านจากสมาชิกหลายประเทศ สหรัฐฯจึงหันไปผลักดัน TPP แทน โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากไทยไม่ติดตามหรือศึกษา TPP ให้ดีอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งขันในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 4 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกTPP จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด และให้มองโอกาสว่าไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP ได้หรือไม่อย่างไร

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หลังหารือกับนาย Gildas Le Lidec เอกอัคร! ราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่า นักลงทุนชาวฝรั่งเศสในไทยได้แสด! งความมั่ นใจว่าบริษัทกว่า 400 บริษัทซึ่งมีการจ้างงานกว่า 1 แสนคน มั่นใจว่าบริษัทฝรั่งเศสสามารถดำเนินตามนโยบายรัฐบาลที่เพิ่มค่าจ้างแรงงานเป็นวันละ 300 บาทได้ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ยังได้สอบถามเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากขณะนี้สหภาพยุโรปได้ทำการเจรจาFTA กับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว และกำลังจะเริ่มเจรจากับเวียดนามเร็วๆนี้ จึงหวังว่าจะเริ่มเจรจา FTA กับไทยเช่นกัน และในตอนท้ายฝรั่งเศสยังได้แนะนำสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฝรั่งเศส AFD ให้การสนับสนุนเงินกู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทยในด้านการลงทุนขนาดใหญ่




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 3 ตุลาคม 2554

อียูแก้ไขกฎระเบียบการสืบย้อนกลับที่มาสินค้าอาหาร

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศกฎระเบียบใหม่แก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการสืบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าอาหาร ได้แก่ Commission Implementing Regulation (EU) NO 961/2011 on the traceability requirements set by Regulation (EU) No 178/2002 of the European Parliament and of the Council for food of animal origin โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 178/2002 มาตราที่ 18 กำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารจะต้องกระทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ มีจุดประสงค์เสริมสร้! างความชัดเจนของระบบดังกล่าว โดยออกข้อกำหนดใหม่ว่า ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้ซื้อทราบโดยละเอียด รวมถึงผู้ขายต้องทราบด้วยว่า สินค้าที่ตนจำหน่ายได้ส่งไปให้ผู้ซื้อรายใด

2. ทั้งนี้ กฎระเบียบฉบับนี้จะใช้กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เท่านั้น และไม่ปรับใช้กับสินค้าที่แหล่งกำเนิดจากพืชและสัตว์ผสมกัน

3. ข้อบังคับใหม่ของกฎระเบียบฉบับนี้คือ ผู้ประกอบการ (ผู้ขาย) ต้องส่งมอบข้อมูลดังต่อไปนี้ให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า (ในที่นี้คือ ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ)

• คำบรรยายอย่างละเอียดของสินค้า
• น้ำหนักหรือปริ! มาณของสินค้า
&nbs! p; • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย (ผู้ส่งมอบสินค้า)
• ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย หากผู้ขายมิใช่คนเดียวกับผู้ส่งมอบสินค้า
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ หาผู้รับซื้อมิใช่คนเดียวกับผู้ที่รับสินค้า
• เลขที่ lot สินค้า หรือเลขที่การขนถ่ายสินค้า
• วันที่จัดส่งสินค้า

&nbs! p; ข้อมูลใน 3.1 ทั้งหมดเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า เพิ่มเติมจากข้อมูลปัจจุบันที่กำหนดไว้ รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมนี้ต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันทุกวัน จนกว่าสินค้าดังกล่าวจะถือได้ว่าถูกบริโภคให้หมดไป ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเรียกถามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตลอดเวลา การจัดวางข้อมูลลงในแบบฟอร์มนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ขาย

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2001:242:0002:0003:EN:PDF


ทั้งนี้ จะผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ( 3 ตุลาคม 2554 )