สืบเนื่องจากการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เมืองชิบะ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการตรวจสอบระดับสารกัมมันตภาพรังสีในผลิตภัณฑ์ประมงของเมืองชิบะ
ผลการตรวจสอบสารกัมมันตภาพรังสีในตัวอย่างปลาสาดีน Chub Mackerel ปลาหมึกกล้วย และปลา olive flounder ที่ท่าเรือ Choshi ไม่พบสารกัมมตภาพรังสี และพบสารกัมมันตภาพรังสีในระดับ 3.0 Bq/kg ในปลากะตักที่ท่าเรือ Choshi แต่ยังไม่เกินค่ากำหนดที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้
ทั้งนี้ ในตัวอย่า! งนมสด เนื้อสุกร ปลิงทะเล ปลา mackerel และปลากะตักพบสารกัมมันตภาพรังสีในระดับต่ำกว่าค่าที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้ และการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ที่มา : The Fish Site
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554
ญี่ปุ่นไฟเขียวมะม่วงแช่แข็งและอบแห้งไทยแล้ว
ตามที่ญี่ปุ่นได้ออกมาตรการตรวจสอบสาร Chlorpyrifos และ Propiconazole ในผลิตภัณฑ์มะม่วงแช่แข็งและอบแห้ง (Freeze-dried) จากไทย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์มะม่วงดังกล่าว ต่อมาไทยได้ออกมาตรการควบคุมสารตกค้างทางการเกษตรสำหรับมะม่วงแช่แข็งและอบแห้ง (Freeze-dried) และยื่นเสนอต่อญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาตรวจประเมินในเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
ขณะนี้ ญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังด่านนำเข้าของญี่ปุ่นว่าให้ยกเลิกการตรวจสาร Propiconazole ในสินค้ามะม่วงแช่แข็งและมะม่วง Freeze-dried ที่ผลิตโดยบริษัท TIMFOOD Co.! ,Ltd และบริษัท Chantaburi Global Trade Co.,Ltd ของไทยได้แล้ว
ส่วนกรณีของการตรวจสาร Chlorpyrifos ในสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทดังกล่าว สินค้านั้นจะต้องมีใบรับรองเกี่ยวกับสาร Chlorpyrifos ที่ออกโดยรัฐบาลไทยประกอบ จึงจะสามารถยกเลิกการตรวจสาร Chlorpyrifos ในผลิตภัณฑ์นั้นได้ โดยกำหนดให้กลับไปใช้กระบวนการตรวจสารเคมีตามปกติต่อไป
ที่มา : มกอช.
ขณะนี้ ญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังด่านนำเข้าของญี่ปุ่นว่าให้ยกเลิกการตรวจสาร Propiconazole ในสินค้ามะม่วงแช่แข็งและมะม่วง Freeze-dried ที่ผลิตโดยบริษัท TIMFOOD Co.! ,Ltd และบริษัท Chantaburi Global Trade Co.,Ltd ของไทยได้แล้ว
ส่วนกรณีของการตรวจสาร Chlorpyrifos ในสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทดังกล่าว สินค้านั้นจะต้องมีใบรับรองเกี่ยวกับสาร Chlorpyrifos ที่ออกโดยรัฐบาลไทยประกอบ จึงจะสามารถยกเลิกการตรวจสาร Chlorpyrifos ในผลิตภัณฑ์นั้นได้ โดยกำหนดให้กลับไปใช้กระบวนการตรวจสารเคมีตามปกติต่อไป
ที่มา : มกอช.
อินโดยึดสินค้าประมงไทยและต่างประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 กรมศุลกากรอินโดนีเซียได้กักกันและยึดสินค้าประมงแปรรูปของไทยและต่างประเทศ ที่ท่าเรือ Tanjung Priok เมืองจาการ์ตา โดยสินค้าไทย ได้แก่ ปลากะตักแห้ง 15 ตู้ และสินค้าสัตว์น้ำสด ได้แก่ ปลาทู ปลาอินทรีย์ (Mackerel) ปลาทูน่า ปลากะตัก ปลาโอขนาดเล็ก (Tongkol Skipjack) รวมทั้งสัตว์น้ำแปรรูปในเบื้องต้น เช่น ปลาหมึกเกลือชนิดต่างๆ จากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากจีนและเวียดนาม อีก 5,300 ตัน หรือประมาณ 200 ตู้ ถูกกักไว้ที่ท่าเรือ 5 แห่ง และท่าอากาศยาน 1 แห่ง และได้ตั้งข้อหาว่าบริษัทผู้นำเข้า 9-13 บริษัท ไม่มีใบอนุญาตการนำเข้า และไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบของกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงเลขที่ 17/2010 สำนักงานส่งเสร! ิมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และแจ้งให้ทราบ โดยสรุปดังนี้
1. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำสดและแปรรูปต้องเป็นผู้นำเข้าที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าทั่วไป (API-U) หรือเป็นผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิต (API-P) ซึ่งจะมีหมายเลขทะเบียนประจำตัวผู้นำเข้าแต่ละราย ซึ่งออกโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซียเป็นผู้จดทะเบียนอนุญาตให้ นอกจากนี้ยังต้องมีใบอนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (Certification of Processing Worthiness -SKP) หนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด (Recommendation from Provincial Office)
2. สัตว์น้ำที่นำเข้ามาได้ตามกฎระเบียบจะต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องการควบคุมคุณภาพสัตว์น้ำ และความปลอดภัยสัตว์น้ำ โดยเฉพาะผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิตต้องมีโรงงานที่ผ่าน HACCP จึงจะนำเข้ามาเพื่อแปรรูปได้
3. Mr. Victor Ni! kkijuluw ผู้อำนวยการทั่วไปของฝ่ายแปรรูปและการตลาดของสินค้าประม! ง ให้สัม ภาษณ์ว่า ใบอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำนั้น มีนโยบายอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสัตว์น้ำที่ไม่สามารถผลิตได้ในน่านน้ำของอินโดนีเซียเท่านั้น เช่น แซลมอน Hokie Cili Hamachi แต่ผู้นำเข้าได้นำเข้าสัตว์น้ำที่อินโดนีเซียผลิตได้รวมทั้งยังมิได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย ดังนั้น จึงต้องจับกุมและยึดตู้สินค้า
4. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำอินโดนีเซียให้ความเห็น ดังนี้
4.1 สัตว์น้ำแปรรูป โดยเฉพาะปลากะตักแห้ง ได้มีการนำเข้าจากไทยตั้งแต่กฎระเบียบมีผลบังคับใช้ โดยมีผู้นำเข้ามีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ทางอินโดนีเซียแจ้งว่าปลาดังกล่าวอินโดนีเซียสามารถผลิตเองได้ แต่เมื่อสั่งซื้อปลาจากผู้ค้าในชวาตะวันออก พบว่ามีคุณภาพต่ำมากจากเกรด A เป็นเกรด C ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากไทยที่มีคุณภาพดีกว่า และสม่ำเสมอ
4.2 ราคาสัตว์น้ำสดและแปรรูปของอินโดนีเซียมีราคาสู! งกว่าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากไทย เช่น ปลาทู-ปลาอินทรีย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศราคา 4,000-5,000 รูเปียต่อกิโลกรัม ในขณะที่ปลาดังกล่าวที่จับโดยชาวประมงอินโดนีเซียมีราคา 14,000-15,000 รูเปียต่อกิโลกรัม เนื่องจากผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา
1. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำสดและแปรรูปต้องเป็นผู้นำเข้าที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าทั่วไป (API-U) หรือเป็นผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิต (API-P) ซึ่งจะมีหมายเลขทะเบียนประจำตัวผู้นำเข้าแต่ละราย ซึ่งออกโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซียเป็นผู้จดทะเบียนอนุญาตให้ นอกจากนี้ยังต้องมีใบอนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (Certification of Processing Worthiness -SKP) หนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด (Recommendation from Provincial Office)
2. สัตว์น้ำที่นำเข้ามาได้ตามกฎระเบียบจะต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องการควบคุมคุณภาพสัตว์น้ำ และความปลอดภัยสัตว์น้ำ โดยเฉพาะผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิตต้องมีโรงงานที่ผ่าน HACCP จึงจะนำเข้ามาเพื่อแปรรูปได้
3. Mr. Victor Ni! kkijuluw ผู้อำนวยการทั่วไปของฝ่ายแปรรูปและการตลาดของสินค้าประม! ง ให้สัม ภาษณ์ว่า ใบอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำนั้น มีนโยบายอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสัตว์น้ำที่ไม่สามารถผลิตได้ในน่านน้ำของอินโดนีเซียเท่านั้น เช่น แซลมอน Hokie Cili Hamachi แต่ผู้นำเข้าได้นำเข้าสัตว์น้ำที่อินโดนีเซียผลิตได้รวมทั้งยังมิได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย ดังนั้น จึงต้องจับกุมและยึดตู้สินค้า
4. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำอินโดนีเซียให้ความเห็น ดังนี้
4.1 สัตว์น้ำแปรรูป โดยเฉพาะปลากะตักแห้ง ได้มีการนำเข้าจากไทยตั้งแต่กฎระเบียบมีผลบังคับใช้ โดยมีผู้นำเข้ามีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ทางอินโดนีเซียแจ้งว่าปลาดังกล่าวอินโดนีเซียสามารถผลิตเองได้ แต่เมื่อสั่งซื้อปลาจากผู้ค้าในชวาตะวันออก พบว่ามีคุณภาพต่ำมากจากเกรด A เป็นเกรด C ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากไทยที่มีคุณภาพดีกว่า และสม่ำเสมอ
4.2 ราคาสัตว์น้ำสดและแปรรูปของอินโดนีเซียมีราคาสู! งกว่าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากไทย เช่น ปลาทู-ปลาอินทรีย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศราคา 4,000-5,000 รูเปียต่อกิโลกรัม ในขณะที่ปลาดังกล่าวที่จับโดยชาวประมงอินโดนีเซียมีราคา 14,000-15,000 รูเปียต่อกิโลกรัม เนื่องจากผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554
อย.ตรวจพบ"ผักอูโดะ"หิ้วจากญี่ปุ่น ปนเปื้อนกัมมันตรังสี ดีเดย์ 1 เม.ย.ออกตรวจห้าง-ภัตตาคารญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สุ่มตรวจอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว 122 ตัวอย่าง รู้ผลการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแล้ว 103 ตัวอย่าง ปรากฏว่าปกติ ไร้การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ยกเว้น มันเทศจำนวน 75 กิโลกรัม จากจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ตรวจพบสารไอโอดีน 131 ปนเปื้อนอยู่ 15.25 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม แม้ไม่เกินเกณฑ์การปนเปื้อนขององค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศกำหนด แต่ได้ยึดอายัดไว! ้และเตรียมทำลายแล้ว ส่วนปลาสคริปแจ๊ค ทูน่า จำนวน 21 ตัน จากเมืองโยโกฮาม่า ที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างและส่งตรวจหาสารกัมมันตรังสีกับทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ไม่พบมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี
"หลังจากนี้ การนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์ จากญี่ปุ่นทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้สุ่มตรวจอาหารทะเล และตรวจผัก, ผลไม้ทุกรายการ จะต้องตรวจหาสารซีเซียม 134 ที่ต้องมีค่าปนเปื้อนไม่เกิน 50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และสารไอโอดีน 131 ไม่เกิน 100 เบคเคลเรลต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ อย.ยังจะขยายการตรวจกลุ่มอาหารเพิ่มทุกรายการจากญี่ปุ่น ได้แก่ พืชหัว , นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะที่มาจากเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่นด้วย" นายจุรินทร์กล่าว
นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 อย.ได้ตรวจนักท่องเที่ยวคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ซื้อผักอูโ! ดะ (Udo-เป็นผักขึ้นตามภูเขาในประเทศญี่ปุ่นนิยมมาชุบแป้งทอดทำเท! มปุระ) ก ลับมารับประทาน จำนวน 1 กิโลกรัม ผลการตรวจพบสารไอโอดีน -131 ปริมาณ 12.92 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซีเซียม -134 ปริมาณ 3.50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และซีเซียม -137 ปริมาณ 5.12 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม แม้ว่าสารทั้ง 3 ชนิดจะไม่ได้เกินค่ามาตรฐาน แต่ได้อายัดทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จากนี้จะหารือกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการนำไปศึกษาหรือทำลายทิ้งต่อไป อีกทั้ง พบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ได้หิ้วผักฟูกิเข้ามาด้วยแต่ไม่พบการปนเปื้อน จึงอยากขอให้ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นงดนำเข้าผัก ผลไม้โดยเฉพาะในแบบที่หิ้วเข้ามาเอง จนกว่าสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นจะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะอาจเสี่ยงการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี
ที่มา : มติชน
"หลังจากนี้ การนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์ จากญี่ปุ่นทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้สุ่มตรวจอาหารทะเล และตรวจผัก, ผลไม้ทุกรายการ จะต้องตรวจหาสารซีเซียม 134 ที่ต้องมีค่าปนเปื้อนไม่เกิน 50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และสารไอโอดีน 131 ไม่เกิน 100 เบคเคลเรลต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ อย.ยังจะขยายการตรวจกลุ่มอาหารเพิ่มทุกรายการจากญี่ปุ่น ได้แก่ พืชหัว , นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะที่มาจากเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่นด้วย" นายจุรินทร์กล่าว
นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 อย.ได้ตรวจนักท่องเที่ยวคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ซื้อผักอูโ! ดะ (Udo-เป็นผักขึ้นตามภูเขาในประเทศญี่ปุ่นนิยมมาชุบแป้งทอดทำเท! มปุระ) ก ลับมารับประทาน จำนวน 1 กิโลกรัม ผลการตรวจพบสารไอโอดีน -131 ปริมาณ 12.92 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซีเซียม -134 ปริมาณ 3.50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และซีเซียม -137 ปริมาณ 5.12 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม แม้ว่าสารทั้ง 3 ชนิดจะไม่ได้เกินค่ามาตรฐาน แต่ได้อายัดทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จากนี้จะหารือกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการนำไปศึกษาหรือทำลายทิ้งต่อไป อีกทั้ง พบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ได้หิ้วผักฟูกิเข้ามาด้วยแต่ไม่พบการปนเปื้อน จึงอยากขอให้ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นงดนำเข้าผัก ผลไม้โดยเฉพาะในแบบที่หิ้วเข้ามาเอง จนกว่าสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นจะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะอาจเสี่ยงการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี
ที่มา : มติชน
ราคาเนื้อวัวมะกันพุ่ง ท่ามกลางความวิตกของเหตุการณ์ในญี่ปุ่น
เนื้อวัวเป็นอาหารที่สำคัญของชาวญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเหตุการณ์รั่วไหลของสารกัมมันตรังสีทำให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นเกรงว่าเนื้อวัวของญี่ปุ่นจะปนเปื้อนกัมมันตรังสี จึงหันมาบริโภคเนื้อวัวจากสหรัฐฯ และออสเตรเลียมากขึ้น โดยบริโภคเนื้อวัวจากออสเตรเลียน้อยกว่า
Tim McRae นักเศรษฐศาสตร์ด้านเนื้อสัตว์และปศุสัตว์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ราคาเนื้อสัตว์สูงอยู่แล้ว แต่ข่าวจากญี่ปุ่นยิ่งทำให้ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ และได้คาดการณ์ว่าราคาปศุสัตว์จะเพิ่มขึ้น 1.675 เซ็น หรือ 1.4% และทำให้ราคาสูงถึง 1.196 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก
ที่มา : ABC
Tim McRae นักเศรษฐศาสตร์ด้านเนื้อสัตว์และปศุสัตว์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ราคาเนื้อสัตว์สูงอยู่แล้ว แต่ข่าวจากญี่ปุ่นยิ่งทำให้ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ และได้คาดการณ์ว่าราคาปศุสัตว์จะเพิ่มขึ้น 1.675 เซ็น หรือ 1.4% และทำให้ราคาสูงถึง 1.196 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก
ที่มา : ABC
อียูล้มเหลวห้ามค้าสัตว์โคลนนิ่ง
ที่ประชุมของรัฐสภาสหภาพยุโรปไม่ประสบความสำเร็จในการออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
ตัวแทนจากประเทศฮังการี ซึ่งทำหน้าประธานสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ความล้มเหลวของการออกกฎหมายเกิดขึ้นจากข้อขัดแย้งของสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่เกิดจากการโคลนนิ่ง เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบ รวมไปถึงผลิตภัณท์จากสัตว์ เช่น นม และเนยที่มาจากสัตว์โคลนนิ่ง ส่วนที่ประชุมอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ติดป้ายเฉพาะแค่เนื้อวัวที่เกิดจากโคลนนิ่งเท่านั้น ซึ่งการติดป้ายดังกล่าวจ! ะเป็นการบอกผู้บริโภคให้ตัดสินว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ธรรมดาหรือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง ที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพในภายหลัง
ที่ประชุมรัฐสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า หากสหภาพยุโรปออกกฎหมายให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งทุกชนิด จะเท่ากับเป็นการกีดกันทางการค้าจากนานาประเทศที่ส่งเนื้อสัตว์ รวมไปถึงนมและเนยมาขายในยุโรป ซึ่งเวลานี้ประเทศที่ผลิตเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งแล้วส่งมาขายในยุโรปมากที่สุดคือ บราซิล อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งส่วนมากเป็นเนื้อวัวที่มีการนำเข้ามาขายในยุโรปมากกว่า 300,000-500,000 ตัน จากสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา
ประเทศที่ต้องการให้มีการกีดกันการนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในซูเปอร์มาร์เกตในยุโรป เพราะต้องการปกป้องอุตสาหรรมเนื้อสัตว์ภายในประเทศ จึงพยายามให้มีการออกกฎหมายให้ประเท! ศที่ส่งออกเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งต้องติดป้ายบอกกระบวนก! ารผลิตเน ื้อสัตว์ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ประเภทนี้หรือไม่
คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรปหรืออีซี ใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกกฎหมาย แต่ประเทศที่คัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าวต้องการให้มีการทำประชาพิจารณ์ในประเทศสมาชิกว่าประชาชนต้องการให้มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานการวิจัยของแพทย์ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนประเทศที่ต้องการให้ออกกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการนำกระบวนการโคลนนิ่งสัตว์มาใช้ประโยชน์ในทางการค้า
ที่มา : โลกวันนี้
ตัวแทนจากประเทศฮังการี ซึ่งทำหน้าประธานสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ความล้มเหลวของการออกกฎหมายเกิดขึ้นจากข้อขัดแย้งของสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่เกิดจากการโคลนนิ่ง เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบ รวมไปถึงผลิตภัณท์จากสัตว์ เช่น นม และเนยที่มาจากสัตว์โคลนนิ่ง ส่วนที่ประชุมอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ติดป้ายเฉพาะแค่เนื้อวัวที่เกิดจากโคลนนิ่งเท่านั้น ซึ่งการติดป้ายดังกล่าวจ! ะเป็นการบอกผู้บริโภคให้ตัดสินว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ธรรมดาหรือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง ที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพในภายหลัง
ที่ประชุมรัฐสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า หากสหภาพยุโรปออกกฎหมายให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งทุกชนิด จะเท่ากับเป็นการกีดกันทางการค้าจากนานาประเทศที่ส่งเนื้อสัตว์ รวมไปถึงนมและเนยมาขายในยุโรป ซึ่งเวลานี้ประเทศที่ผลิตเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งแล้วส่งมาขายในยุโรปมากที่สุดคือ บราซิล อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งส่วนมากเป็นเนื้อวัวที่มีการนำเข้ามาขายในยุโรปมากกว่า 300,000-500,000 ตัน จากสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา
ประเทศที่ต้องการให้มีการกีดกันการนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในซูเปอร์มาร์เกตในยุโรป เพราะต้องการปกป้องอุตสาหรรมเนื้อสัตว์ภายในประเทศ จึงพยายามให้มีการออกกฎหมายให้ประเท! ศที่ส่งออกเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งต้องติดป้ายบอกกระบวนก! ารผลิตเน ื้อสัตว์ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ประเภทนี้หรือไม่
คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรปหรืออีซี ใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกกฎหมาย แต่ประเทศที่คัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าวต้องการให้มีการทำประชาพิจารณ์ในประเทศสมาชิกว่าประชาชนต้องการให้มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานการวิจัยของแพทย์ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนประเทศที่ต้องการให้ออกกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการนำกระบวนการโคลนนิ่งสัตว์มาใช้ประโยชน์ในทางการค้า
ที่มา : โลกวันนี้
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554
เตือนผู้ประกอบการอียู-สวิส เพ่งเล็งสารตกค้างในพริกสดจากไทย
คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรป DG-SANCO ได้เสนอให้เพิ่มมาตรการสุ่มตรวจเข้มเพื่อหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ 10% ในพริกสดจากไทย โดยข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอเข้าสู่คณะที่ประชุม Eu Standing Committee on the Food Chain and Animal Health ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2554 โดยสรุปที่เกี่ยวข้องกับไทยได้ดังนี้
1. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ 50% ในผัก 3 ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือ กะหล่ำ และถั่วฝักยาว ทั้งในรูปแบบสด แช่เย็น และแช่แข็ง
&nbs! p;2. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ 20% ในผัก 2 ประเภท คือ ผักในกลุ่มผักชีและกะเพรา โหระพา ในรูปแบบสด
3. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาเชื้อซัลโมเนลลาที่ระดับ 10% ในผัก 3 ประเภท คือ ผักในกลุ่มผักชี กะเพรา-โหระพา และสะระแหน่ ในรูปแบบสด
ขณะนี้ ทางการสวิตเซอร์แลนด์กำลังเพ่งเล็งการตรวจพบสารฆ่าแมลงตกค้าง EPN ในพริกจากไทย ไทยจึงควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
1. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ 50% ในผัก 3 ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือ กะหล่ำ และถั่วฝักยาว ทั้งในรูปแบบสด แช่เย็น และแช่แข็ง
&nbs! p;2. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ 20% ในผัก 2 ประเภท คือ ผักในกลุ่มผักชีและกะเพรา โหระพา ในรูปแบบสด
3. สหภาพยุโรปให้คงมาตรการตรวจเข้มเพื่อหาเชื้อซัลโมเนลลาที่ระดับ 10% ในผัก 3 ประเภท คือ ผักในกลุ่มผักชี กะเพรา-โหระพา และสะระแหน่ ในรูปแบบสด
ขณะนี้ ทางการสวิตเซอร์แลนด์กำลังเพ่งเล็งการตรวจพบสารฆ่าแมลงตกค้าง EPN ในพริกจากไทย ไทยจึงควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ป้ายกำกับ:
ไทย,
ผู้ประกอบการ,
พริกสด,
สารตกค้าง,
อียู-สวิส
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)