เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากเมืองกว่า 10 แห่ง เช่น ฮาร์บิน จี๋หนานและ อูรุมฉี เพื่อเริ่มใช้ระบบนำร่องติดตามเนื้อสัตว์และผักระยะที่ 2 ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2553 กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มใช้ระบบนำร่องดังกล่าวครั้งแรกใน 10 เมือง เช่น เซี่ยงไฮ้ และ ดาเลียน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดเนื้อสัตว์และผักได้โดยการใส่บาร์โคดผลิตภัณฑ์
นาย Jiang Zengwei รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ระบบจะทำให้การขนส่งเนื้อสัตว์และผักมีมาตรฐ! าน และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่สูงขึ้น นอกจากนี้ระบบตรวจติดตามอาหารจะกระตุ้นการพัฒนาระบบการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรสมัยใหม่ด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากระบบการขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาของผลิตภัณฑ์การเกษตร
ภายในสิ้นปี 2554 ระบบติดตามดังกล่าวซึ่งเริ่มนำร่องใช้ใน 10 จังหวัดแรกจะเปิดใช้ระบบเต็มรูปแบบ และเมื่อสิ้นปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 (2554-2558) ระบบติดตามดังกล่าวน่าจะครอบคลุมการขนส่งเนื้อสัตว์และผักทั่วทั้งประเทศ และจะเพิ่มการใช้ระบบดังกล่าวในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผลไม้และผลิตภัณฑ์จากทะเลในขั้นต่อไปทั้งนี้ โครงการระบบติดตามเนื้อสัตว์และผักระยะแรกครอบคลุมโรงเชือด 176 แห่ง ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ 100 แห่ง ตลาดอาหารกว่า 3,000 แห่ง ซูปเปอร์มาร์เก็ต 1,400 แห่ง และผู้รับซื้อกว่า 4,400 รายในเมืองนำร่อง
ที่มา : Xinhua
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554
จีนเตรียมติดตั้งระบบติดตามเนื้อสัตว์และผักภายในปี 2558
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศว่า จีนจะติดตั้งระบบติดตามเนื้อสัตว์และผักในเมืองที่มีประชากรกว่า 1 ล้านคน ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2558 เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหาร โดยระบบติดตามดังกล่าวจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิต การหมุนเวียน และการบริโภคเนื้อสัตว์และผัก
นาย Yao Jian โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า เมื่อปี 2553 จีนติดตั้งระบบติดตามอาหารใน 10 เมือง ซึ่งได้แก่ เซี่ยงไฮ้และต้าเหลียน เพื่อป้องกันผู้บริโภคจากอันตราย ในปี้นี้จีนเริ่มติดตั้งระบบติดตามอาหารในอีก 10 เมือง ซึ่งได้แก่เทียนจิน และจี่หนาน ขณะนี้ ระบบครอบคลุมโรงฆ่าสัตว์จำนวน 176 แห่ง ตลาดขายส่งขนาดใหญ่จำนวน 100 แห่ง ตลาดอาหารกว่า 3,000 แห่ง เครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตกว่า 1,400 แห่ง และ กลุ่มผู้บริโภคกว่า 4,400 กลุ่ม
ทั้งนี้ ระบบติดตามอาหารดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเนื่องจากจะช่วยให้ทางการตรวจสอบได้รวดเร็วว่าเนื้อสัตว์และผักที่ปนเปื้อนผลิตเมื่อใดและจากที่ใด ดังนั้นเกษตรกรจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้
แจ้งข่าวประกาศ มกอช.
นาย Yao Jian โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า เมื่อปี 2553 จีนติดตั้งระบบติดตามอาหารใน 10 เมือง ซึ่งได้แก่ เซี่ยงไฮ้และต้าเหลียน เพื่อป้องกันผู้บริโภคจากอันตราย ในปี้นี้จีนเริ่มติดตั้งระบบติดตามอาหารในอีก 10 เมือง ซึ่งได้แก่เทียนจิน และจี่หนาน ขณะนี้ ระบบครอบคลุมโรงฆ่าสัตว์จำนวน 176 แห่ง ตลาดขายส่งขนาดใหญ่จำนวน 100 แห่ง ตลาดอาหารกว่า 3,000 แห่ง เครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตกว่า 1,400 แห่ง และ กลุ่มผู้บริโภคกว่า 4,400 กลุ่ม
ทั้งนี้ ระบบติดตามอาหารดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเนื่องจากจะช่วยให้ทางการตรวจสอบได้รวดเร็วว่าเนื้อสัตว์และผักที่ปนเปื้อนผลิตเมื่อใดและจากที่ใด ดังนั้นเกษตรกรจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้
แจ้งข่าวประกาศ มกอช.
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
พาณิชย์ เตือนผู้ส่งออกรับมือระบบควบคุมการทำประมงผิดกฎหมายของอียู
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดสหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบรวมภายใต้ EU’s Fisheries Control Policy กำหนดระบบควบคุมการทำประมงที่ผิดกฎหมายและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ตลาดตั้งแต่จับปลาจนถึงผู้บริโภค (from net to plate)
ถึงแม้กฎระเบียบดังกล่าวจะบังคับใช้กับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ก็มีผลต่อการนำเข้าสินค้าประมงจากไทยด้วยกล่าวคือ จะต้องแนบใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) ตามระเบียบ IUU Fishing นอกจากนี้สินค้าประมงที่จำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปมีโอกาสถูกตรวจสอบได้ทุกจุดของห่วงโซ่ตลาด รวมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มาซึ่งการตรวจสอบจะมีการเก็บข้อมูลและตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้ใดละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษตามความผิดและหากกระทำผิดซ้ำซ้อนก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตจับปลา
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมงสำคัญลำดับที่ 3 ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยในปี 2553 ไทยส่งออกสินค้าประมงแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูปไปสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 37,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังสหภาพยุโรป และในปี 2554 (มกราคม-มีนาคม) ไทยส่งออกสินค้าประมงแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูปไปสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 8,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 10
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ถึงแม้กฎระเบียบดังกล่าวจะบังคับใช้กับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ก็มีผลต่อการนำเข้าสินค้าประมงจากไทยด้วยกล่าวคือ จะต้องแนบใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) ตามระเบียบ IUU Fishing นอกจากนี้สินค้าประมงที่จำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปมีโอกาสถูกตรวจสอบได้ทุกจุดของห่วงโซ่ตลาด รวมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มาซึ่งการตรวจสอบจะมีการเก็บข้อมูลและตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้ใดละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษตามความผิดและหากกระทำผิดซ้ำซ้อนก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตจับปลา
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมงสำคัญลำดับที่ 3 ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยในปี 2553 ไทยส่งออกสินค้าประมงแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูปไปสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 37,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังสหภาพยุโรป และในปี 2554 (มกราคม-มีนาคม) ไทยส่งออกสินค้าประมงแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูปไปสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 8,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 10
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)