หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามส่งออกข้าวมากขึ้นสนองความต้องการโลก



ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2554 เวียดนามส่งออกข้าวสูงขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เนื่องจากผู้นำเข้าต้องการแหล่งนำเข้าข้าวแห่งอื่นแทนที่ไทยซึ่งกำลังจะขึ้นราคาข้าว

จากสถิติของสมาคมอาหารเวียดนามระบุว่า เวียดนามส่งออกข้าว 4.61 ล้านตันในช่วงมกราคม – กรกฎาคม 2554 ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2553 16.7% คิดเป็นมูลค่า 2.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าเพิ่มขึ้น 26%

ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 ผู้ส่งออกข้าวเวียดน! ามทำสัญญาส่งออกข้าวใหม่อย่างต่อเนื่องในปริมาณ 1,000,000 ตัน ซึ่งทางสมาคมเปิดเผยว่าเป็นสถิติใหม่

สมาคมยังระบุอีกว่าสหรัฐฯได้ลดกำลังการผลิตลง 30% ในปี 2554 ขณะที่ความต้องการข้าวยังคงพุ่งสูงในประเทศเอเชียต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ขณะที่ราคาข้าวเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554 อยู่ที่ตันละ 473.3 ดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นกว่าปี 2553 8%





ที่มา : Thanh Nien News (11สิงหาคม2554)

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ออสเตรเลียส่งออกเนื้อวัวไปญี่ปุ่นลด 28 %

การส่งออกเนื้อวัวจากออสเตรเลียไปยังญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม 2554 มีปริมาณการส่งออกประจำเดือนน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 ยกเว้นในเดือนมกราคมซึ่งมีปริมาณผลผลิตเนื้อวัวน้อยเป็นประจำ มีสาเหตุดังต่อไปนี้

• มีเนื้อวัวจากสหรัฐฯเข้ามาจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนลง
• ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งขึ้น
! ; • เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซบเซา และ
• ประเด็นเรื่องความปลอดภัยอาหารเนื่องจาก เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 มีผู้ป่วยจากอาหารเป็นพิษเนื่องจากบริโภคเนื้อวัวจำนวน 157 ราย และ เมื่อเดือนกรกฎาคม เกิดเหตุการณ์อาหารสัตว์ปนเปื้อนกัมมันตรังสี จึงส่งผลกระทบต่อการบริโภคเนื้อวัวโดยรวม

การส่งออกเนื้อวัวมายังญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม มีปริมาณทั้งหมด 23,274 ตัน หรือลดลง 28 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ส่วนเนื้อวัวแช่เย็นมีปริมาณเพียง 9,141 ตันเท่านั้น หรือ ลดลง 37 % จากปี 2553

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าเพิ่มขึ้น 23 % โดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน 11%
จึงส่งผล! ดีด้านการแข่งขันราคาต่อผู้ส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐฯ




ที่มา : The Cattle Site

รัสเซียตั้งเป้าส่งออกธัญพืชไปเอเชียราคาถูกสุด

รัสเซียซึ่งเคยเป็นประเทศส่งออกธัญพืชรายใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 หลังจากที่เมื่อปีก่อนระงับการส่งออก ตั้งเป้าจะลดราคาธัญพืชส่งออกให้มากที่สุดเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี และตั้งเป้าจะส่งออกธัญพืชไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้ส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมา

ทั้งนี้ราคาธัญพืชรัสเซียถูกกว่าของประเทศทวีปอเมริกาเหนือ ฝรั่งเศส และออสเตรเลียอย่างน้อย 40 เหรียญต่อเมทริกตัน ซึ่งจะทำให้สามารถส่งออกธัญพืชไปมาเลเซียได้เนื่องจากราคาค่าขนส่งถูกลง 44% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

&! nbsp; ในเดือนกรกฎาคมนี้ รัสเซียอาจส่งออกธัญพืชสูงถึง 2 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่ส่งออกสูงสุดเป็นสถิติใหม่ การส่งออกธัญพืชจากรัสเซียไปถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเช่นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาอาจสูงถึง 1 ล้านตันในระหว่าง 1กรกฎาคม 2554 – 30 มิถุนายน 2555

คาดการณ์ว่าผลผลิตธัญพืชของรัสเซียไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2555 จะสูงขึ้น 2 ล้านตัน เพิ่มเป็น 56 ล้านตัน และคาดว่าจะส่งออกธัญพืช 13 ล้านตัน

ทั้งนี้ ราคาธัญพืชส่งออกของรัสเซียกำลังสูงขึ้นทีละน้อย โดยอียิปต์นำเข้าธัญพืชรัสเซียราคาตันละ 255.25 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 จากเดิมตันละ 243.50 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 7 กรกฎาคม 2554




ที่มา : Reuters

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คาดส่งออกอาหารครึ่งปีหลังโต 12% มูลค่า 4.21 แสนบ้านบาท รวมทั้งปีขยายตัว 12% มูลค่ารวม 9 แสนล้านบาท

นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดจะขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าในตลาดโลก โดยจะมีมูลค่าประมาณ 4.21 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวดี เช่น ไก่และสัตว์ปีก น้ำตาลทราย ขณะที่ข้าวจะชะลอตัวลง รวมทั้งกลุ่มอาหารทะเลที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยภาพรวมการส่งออกในไตรมาส 3 คาดจะมีมูลค่า 2.12 แสนล้านบาท ขยายตัว 12% และไตรมาส 4 จะมีมูลค่า 2.09 แสนล้านบาท ขยายตัว 4% รวมทั้งปี คาดมีมูลค่า 9 แสนล้านบาท โต 12% โดยราคาสินค้าส่งออกจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

! ; สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมอาหารในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรปยังไม่ดีขึ้น แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า และปริมาณวัตถุดิบที่หลายอุตสาหกรรมยังมีปริมาณไม่พอกับความต้องการ รวมทั้งราคาสูงขึ้น





ที่มา : แนวหน้า

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อินเดียกลายเป็นประเทศส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของอาเซียน

อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารทะเลรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกค่อยๆ มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาหารทะเลสดเพื่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปอีกครั้งที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดประเทศกลุ่มอาเซียน

ผู้ส่งออกอาหารทะเลจากอินเดียค่อยๆหันมาสนใจส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม เพื่อตอบสนองความต้องการวัตถุดิบของอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้น

&! nbsp; Anwar Hashim ประธานสมาคมผู้ส่งออกอาหารทะเลแห่งอินเดียกล่าวว่า อินเดียส่งออกอาหารทะเลเกือบ 85% ไปยังสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญโดยหันมาส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยอินเดียส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น 20-25%

ทั้งนี้ อินเดียผลิตอาหารทะเลปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่มีเพียงแค่ 9-10% หรือคิดเป็น 880,000 ตันส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้มีเหลือเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ




ที่มา : FIS

เขมรส่งออกมันสำปะหลังเพิ่ม 87% ในครึ่งแรกของปี 54

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 กระทรวงพาณิชย์กัมพูชารายงานว่า กัมพูชาส่งออกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 87% ในครึ่งแรกของปี 2554 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553

ข้อมูลระบุว่าจากเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน ปี 2554 กัมพูชาส่งออกมันสำปะหลังเส้นสดและแห้งจำนวน 212,018 ตันเพิ่มขึ้นจาก 113,068 ตันหรือเพิ่มขึ้น 87 % ในช่วงเดียวกันของปี 2553 ทำให้กัมพูชามีรายได้รวมจากการส่งออกมันสำปะหลังที่ 8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 200 % จากรายได้เพียง 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดี! ยวกันของปี 2553

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรระบุว่า กัมพูชาปลูกมันสำปะหลัง 194,000 เฮกตาร์ซึ่งให้ผลผลิตที่ 3.78 ล้านตันในช่วงการเก็บเกี่ยวของปี 2553-2554




ที่มา : Xinhua

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครึ่งแรกปี 2554 ยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรพุ่ง 300,000 ตัน

ข้อมูลสถิติจากกรมศุลกากรนครคุนหมิงระบุว่าช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มณฑลยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศรวมทั้งหมด 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 17 % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของมณฑลยูนนานในช่วงครึ่งแรกของปี 2554) เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 12.2 % และ 21% ตามลำดับ

ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของมณฑลยูนนานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

&! nbsp; 1) ใบยาสูบ มีมูลค่าการส่งออก 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 12.4%

2) กาแฟ มีมูลค่าการส่งออก 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 46%

3) เห็ด มีมูลค่าการส่งออก 25.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 22.2%

4) ดอกไม้ มีมูลค่าการส่งออก 15.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.3%

5) ใบชา มีมูลค่าการส่งออก 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.4%

&n! bsp; นอกจากนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี! 2554 มณ ฑลยูนนานมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจำนวน 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 34.2% และ 14.2% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 มณฑลยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรไปยังไทยโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง – กรุงเทพฯ เป็นมูลค่า 46.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 26.5% ขณะที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง - ด่านเหอโข่วเท่ากับ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 80.7% ซึ่งแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังเวียดนามจำนวน 61.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 74.2%




ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นไฟแดงส่งออกโคฟุกุชิมะ เหตุกัมตรังสีสูงเกินกำหนด

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมระงับการส่งออกโคของจังหวัดฟุกุชิมะ เนื่องจากเกรงว่าโคจะกินฟางข้าวที่มีระดับสารกัมมันตรังสีสูงผิดปกติจากเหตุการณ์กัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ โดยโคในจังหวัดดังกล่าวถูกเลี้ยงด้วยฟางข้าวที่มีปริมาณกัมมตรังสีสูงซึ่งเก็บเกี่ยวหลังวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเกิดซึนามิพัดเข้าญี่ปุ่นและทำให้เกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้ระบบหล่อเย็นของแท่นปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ทางการของจังหวัดฟุกุชิมะยืนยันว่ามีการส่งออกโค 84 ตัวจากฟาร์ม 5 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งไปยังพื้นที่ 8 แห่! ง เช่นกรุงโตเกียวและโอซาก้าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2554
สื่อท้องถิ่นรายงานว่าสารกัมมันตรังสีอาจแพร่กระจายได้มากกว่านี้ซึ่งจะส่งผลกระทบกับฟาร์มในรัศมี 60 ไมล์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ สำนักข่าวเกียวโดคำนวนว่าจะมีโคสูงถึง 143 ตัวที่ส่งไปยังทุกจังหวัด แต่มี 10 จาก 47 จังหวัดที่โคได้รับสารกัมมันตรังสีผ่านอาหารสัตว์ ขณะที่ผู้ค้าปลีกเนื้อโคระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เนื้อโคปนเปื้อนกัมมันตรังสีบางส่วนจะมีการบริโภคไปแล้ว

จากการทดสอบฟางข้าวในฟาร์มเมืองโคริยะมะ จังหวัดฟุกุชิมะพบว่ามีสารเซเซียมปนเปื้อนสูงถึง 500,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดถึง 378 เท่า

เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวเปิดเผยว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากรัฐบาลเกี่ยวกับการไม่ให้เลี้ยงโคด้วยด้วยอาหารสัตว์ที่เก็บข้างนอกหลังเกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ขณ! ะที่รัฐบาลของกรุงโตเกียวก็กล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ว่า! ตรวจพบสา รซิเซียมในเนื้อสัตว์ที่ส่งมาเพื่อบรรจุหีบห่อในกรุงโตเกียวสูงถึง 2,400 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกิน 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัมเกือบถึง 5 เท่า




ที่มา : Guardien

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บังกลาเทศจะส่งออกอาหารฮาลาล

บังกลาเทศจะส่งออกอาหารฮาลาลเร็วๆนี้ หลังจากจากกรมพัฒนาอิสลามมาเลเซีย อนุมัติให้มูลนิธิอิสลามบังกลาเทศ (IFB) เป็นหน่วยงานตรวจสอบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

นาย Syed Moazzam Hossain ประธานหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมบังกลาเทศ-มาเลเซียกล่าวว่า กรมพัฒนาอิสลามมาเลเซียอนุมัติให้มูลนิธิอิสลามบังกลาเทศเป็นหน่วยงานตรวจสอบรับรองมาตรฐานฮาลาลทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าบังกลาเทศน่าจะได้รับส่วนแบ่งการตลาดอาหารฮาลาลทั่วโลก มูลค่า 661 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจากการประชุมฮาลาลโลกระบุ ว่าตลาดอาหารฮาลาลเติบโ! ตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่าประมาณ 661.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 17 % ของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

นาย Jalal Ahmed รองประธานสำนักงานส่งเสริมการส่งออกบังกลาเทศกล่าวว่า บังกลาเทศจะได้รับเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากจากการส่งออกอาหารฮาลาล โดยกล่าวเสริมว่าขณะนี้มีบางบริษัทเซ็นสัญญากับผู้นำเข้ามาลาเซียเพื่อจัดส่งอาหารฮาลาลแล้ว

ทั้งนี้ ตลาดอาหารฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียคือ อินโดนีเซีย จีน อินเดีย มาเลเซีย และหน่วยปกป้องอธิปไตย (GCC) ซึ่งได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรต บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย โอมาน กาตาร์ และคูเวต




ที่มา : Halal Focus

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เตือนผู้ประกอบการระวังผู้กล่าวอ้างให้ประเทศที่สามขึ้นทะเบียนสินค้าก่อนส่งออกไปสเปน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 กระทรวงสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคสเปน (SANIDAD) แจ้งเตือนมายังสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ว่าขณะนี้มีกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี แอบอ้างชื่อ SANIDAD ในการออกข้อกำหนดว่า ขณะนี้การขนส่งสินค้าอาหารจากประเทศที่สาม เพื่อไปจำหน่ายยังสเปนต้องขึ้นทะเบียนสินค้าดังกล่าวกับสเปนก่อนจึงจะส่งออกได้ โดยเรียกค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนสินค้าครั้งละ 500-750 ยูโร โดยใช้อีเมลล์ว่า agenciadesalud@gawab.com หรือ agenciadesalud@ozu.es

ทั้งนี้ ทาง SANIDAD แจ้งเตือนมายังผู้ส่งออกไทยว่า อย่าเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว เนื่องจากไม่เป็นความจริง หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อมายัง SANIDAD โดยตรงที่อีเมลล์ saniext@mspsi.es

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัฐบาลออสเตรเลียไฟแดงส่งออกวัวไปอินโด

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศระงับการส่งออกวัวมีชีวิตไปยังอินโดนีเซียจนกว่าอินโดนีเซียจะมีการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์

นาย Joe Ludwig รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจากรัฐบาลกลาง กล่าวว่า ต้องการให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะดำเนินการระงับการส่งออกจนกว่าจะมีการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ที่เพียงพอ ซึ่งการระงับการส่งออกอาจมีระยะเวลานานถึง 6 เดือน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียประกาศห้ามทำการค้าชั่วคราวกับโรงฆ่าสัตว์อ! ินโดนีเซีย 12 แห่ง หลังจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งรายงานเรื่องวัวจากออสเตรียเลียได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณ ด้านนาย Rohan Sullivan ประธานสมาคมผู้เลี้ยงโคทางเขตเหนือกล่าวว่าการระงับดีกว่าการห้ามส่งออก

ด้านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียกล่าวกับสำนักข่าว ABC ว่า กระทรวงได้ทำข้อตกลงกับออสเตรเลียในการระบุหาโรงฆ่าสัตว์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานสูงสุดและวางแผนระยะยาวในการปรับปรุงโรงฆ่าสัตว์ที่เหลือ ซึ่งมีโรงฆ่าสัตว์ 25 แห่งในอินโดนีเซียได้รับการระบุว่าปฏิบัติตามมาตรฐานของออสเตรเลีย





ที่มา : Radio Australia News

ญี่ปุ่นห้ามส่งออกชาจาก 4 จังหวัด

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศห้ามส่งออกชาเขียวที่ปลูกใน 4 จังหวัด ได้แก่ โตชิกิ ชิบะ อิบารากิ และคานางะวะ เนื่องจากพบการปนเปื้อนสารซิเซียมเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โดยระงับการส่งออกใบชาชนิดแห้งจาก 3 จังหวัด ได้แก่ โตชิกิ ชิบะ และคานางะวะ และชาเขียวทุกชนิดที่ปลูกในจังหวัดอิบารากิ

นับเป็นครั้งแรกที่ระงับการส่งออกชาเขียว หลังเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ ที่ประสบภัยพิบัติสึนามิ เมื่อเดือนมีนาคม 2554






ที่มา : Mainichi

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามส่งออกข้าวลำบาก หลังพม่าตัดสินใจส่งออกอีกครั้ง

ขณะนี้รัฐบาลพม่าได้ยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกข้าวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 และวางแผนจะส่งออกข้าวคุณภาพต่ำเป็นจำนวน 500,000 ตันในราคาขายที่สามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกอื่นๆได้ ขณะที่ไทย ปากีสถาน และ อินเดียก็กำลังเร่งส่งออกข้าวของตัวเอง โดยในปี 2554ไทยได้ใช้มาตรการลดต้นทุนข้าว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ส่งออกข้าวเวียดนามได้รับความเดือดร้อน โดยในช่วงไตรมาสที่หนึ่งของปี 2554 ไทยส่งออกข้าวได้มากกว่าเวียดนามเนื่องจากการตกลงทำสัญญาส่งออกข้าวไปยังตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ตั้งแต่พม่ายกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกข้าว ราคาข้าวในตลาดโลกก็ปรับตัวลดลง โดยราคาข้าว! ผสมข้าวหัก 25% ของไทยปรับลดลง 5% เหลือ 440 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวของเวียดนามมีราคา 430-435 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวปากีสถาน มีราคาขายที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ทั้งนี้สมาคมข้าวพม่าคาดว่าการส่งออกข้าวของพม่าครั้งนี้จะทำให้ประเทศรายได้ต่ำในทวีปแอฟริกา อิรัก และ ฟิลิปปินส์ หันมาซื้อข้าวพม่าแทนการซื้อข้าวเวียดนาม ไทย หรือ ปากีสถาน เช่นที่เคยทำในช่วงต้นปี 2554




ที่มา : ASTV

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เตือนผู้ประกอบการไทยระวังสาร Oxytetracycline ในกุ้งส่งออกไปญี่ปุ่น

กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น แจ้งเตือนมายังสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว ว่า ตรวจพบสาร Oxytetracycline ในกุ้งแช่แข็งของไทย (Frozen peeled shrimp) จากบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง เกินค่ามาตรฐาน (MRL 0.2 ppm) ซึ่งนำเข้าในวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ทำให้ญี่ปุ่นแจ้งว่าจะปรับระดับคุมเข้มในการสุ่มตรวจสารดังกล่าวในกุ้งนำเข้าจากไทย และหากตรวจพบสารนี้เกินมาตรฐานอีก จะทำการกักกันกุ้งนำเข้าจากไทยทุกรุ่น



ที่มา : มกอช.

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เตือนรับมือข้าว GMO จากจีน แนะผู้ส่งออกหันเจาะตลาดระดับบน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครซีอาน จีน ว่าขณะนี้รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนการปลูกข้าวดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของจีนลดน้อยลงจากการขยายตัวของเมืองประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น คาดว่าข้าว GMO จากจีนจะได้รับอนุญาตให้วางขายได้ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า หลังจากผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์ถึงความปลอดภัยในการบริโภค และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในอนาคตจีนอาจส่งออกข้าวได้มากขึ้น

นางนันทวัลย์ กล่าวเพิ่ม! เติมว่า อยากแนะเอกชนไทยว่า ควรมุ่งไปที่ตลาดจีนระดับบน และใช้ชื่อเสียงความเป็นข้าวไทยมาเป็นจุดขาย เพื่อแยกตัวเองออกจากคู่แข่งในสมาชิกอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะการไม่มีการปลอมปน อีกวิธีหนึ่งคือ การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นตัวรับประกันมาตรฐานคุณภาพข้าว ประกอบกับจีนมีข้อผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดโควตานำเข้าข้าวปีละ 5.32 ล้านตัน ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ทำให้ภาษีข้าวลดลงเหลือ 0% ทำให้ข้าวไทยได้เปรียบมากกว่าสหรัฐฯ




ที่มา : แนวหน้า

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ยูนนานเร่งส่งออกผักสดไปญี่ปุ่น หลังเกิดการขาดแคลน

หลังจากที่ญี่ปุ่นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเกิดการรั่วไหลเมื่อต้นมีนาคม 2554 ส่งผลให้ผักสดที่ผลิตในญี่ปุ่นมีปริมาณรังสีเกินกว่ามาตรฐานกำหนด จนขณะนี้ญี่ปุ่นเกิดภาวะการขาดแคลนผักสดในตลาด ทำให้ต้องนำเข้าผักสดจากต่างประเทศ

กรมพาณิชย์มณฑลยูนนานระบุว่า ทางกรมฯ ได้ออกมาตรการกระตุ้นการส่งออกผักสดไปยังญี่ปุ่น โดยได้เร่งส่งออกเห็ดซงหรง ผักสด และสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องไปยังญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานเกษตรกรรม และหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพและกักกันโรค เพื่อเร่งก่อสร้างฐานสินค้าเกษตรในมณฑลยูนนาน รวมถึงช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการบุกเ! บิกตลาดสากล และขยายการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2553 มณฑลยูนานได้ส่งออกพืชผักไปยังญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่ารวม 65.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมณฑลยูนนานส่งออกเห็ดป่าคิดเป็นร้อยละ 85 ของปริมาณการส่งออกพืชผักไปยังญี่ปุ่นทั้งหมด และที่เหลืออีกร้อยละ 15 เป็นการส่งออกพืชผักประเภทอื่น ๆ ซึ่งมีผักอบแห้งและถั่วแขกแห้งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ


ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง(25/04/54)

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

มะกันส่งออกไก่เพิ่มขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์บริการการเกษตรต่างประเทศ เปิดเผยว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2554 สหรัฐฯ ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกปริมาณเพิ่มขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2553
โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกมากถึง 290,261 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่า 338.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปี 53 โดยสหรัฐฯ ส่งออกไก่เนื้อ (broiler meat) (รวมทั้งตีนไก่) 233,112 ตัน คิดเป็นมูลค่า 245.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณเพิ่มขึ้น 12% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการส่งออกในตลาดต่างประเทศหลายแห่ง เช่น เวียดนาม จีน คิวบา แองโกลา คองโก แต่สหรัฐฯ ก็เพิ่มการส่งอ! อกในประเทศอื่นทดแทน เช่น เม็กซิโก ฮ่องกง ไต้หวัน รัสเซีย เกาหลีใต้ อิรัก
เดือนกุมภาพันธ์ 54 สหรัฐฯ ส่งออกไก่งวงมากถึง 24,123 ตัน (เพิ่มขึ้น 37%) คิดเป็นมูลค่า 41.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยตลาดไก่งวงที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เม็กซิโก จีน ไต้หวัน
ส่วนไข่ไก่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 สหรัฐฯ ส่งออก 3.82 ล้านโหล (ลดลง 10%) คิดเป็นมูลค่า 3.211 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปี 53 เนื่องจากส่งออกไปแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล ลดลง แต่ก็เพิ่มการส่งออกไปยังประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของสหรัฐฯ ในการส่งออกไข่ไก่ 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ แอนติเลส และเม็กซิโก



ที่มา : World Poultry (20/04/54)

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

เขมรตั้งเป้าขยายการส่งออกข้าว

รัฐบาลเขมรตั้งเป้าลงทุนเงินจำนวน 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้กัมพูชาเป็นประเทศในกลุ่มผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดให้ได้ภายในปี 2558 โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะใช้พัฒนาโรงสีที่ได้มาตรฐานสากลและใช้ซื้อข้าวเปลือก เพื่อให้กัมพูชาสามารถบรรลุเป้าหมายรัฐบาลที่จะส่งออกข้าว 1 ล้านตันภายในอีก 4 ปี ปัจจุบันกัมพูชาขาดเงินทุนที่จะซื้อข้าวเปลือกจึงทำให้ข้าวเปลือกส่วนเกินถูกจำหน่ายไปยังไทยและเวียดนามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ผู้ส่งออกข้าวกัมพูชายังประสบปัญหาราคาไฟฟ้าแพงกว่าในไทยถึง 3 เท่า และข้าวกัมพูชาก็ไม่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก อีกทั้งไทยยังจำหน่ายข้าวในต่างประเทศได้มากกว่ากัมพูชาถึง 20-30% จึงทำให้สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าผู้ซื้อในกัมพูชาในตลาดค้าส่ง นอกจากนั้นกัมพูชายังประสบปัญหาการลักลอบเอาข้าวไปจำหน่ายที่ชายแดนอีกด้วย

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคาดกระทบส่งออกเฟอร์นิเจอร์ระยะสั้น

เหตุภัยพิบัติทั้งสึนามิและแผ่นดินไหวเข้าถล่มญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2554 ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้วิเคราะห์ผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ต่อการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยในญี่ปุ่น โดยศูนย์วิจัยฯ คาดการณ์ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 ญี่ปุ่นจะชะลอคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ แต่คำสั่งซื้อจะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากภาครัฐและเอกชนเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัตินี้ โดยจะยังคงรักษามูลค่าการส่งออกไว้ที่ประมาณ 220-230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวประมาณ 4% เมื่อเทียบ! กับปี 2553

อนึ่ง ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยไปญี่ปุ่นปี 2553 มีมูลค่า 220.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.8% ของการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดของไทย โดยไทยเป็นผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปญี่ปุ่นเป็นอันดับที่ 5 รองจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยไปญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรง และมีแนวโน้มมีความสำคัญเล็กน้อย ตรงกันข้ามกับเฟอร์นิเจอร์ที่มาจากจีน เวียดนาม และอินโดนีเซียที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เฟอร์นิเจอร์ไทยสามารถสู้กับประเทศคู่แข่งได้มีดังนี้

• ผู้ส่งออกควรปรับปรุงและยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดบนและตลาดล่าง

! ; • ผู้ส่งออกควรคัดสรรสินค้าให้ตรงตามความต้อง! การของชา วญี่ปุ่น ที่เน้นไปทางด้านดีไซน์เพื่อ
ประโยชน์ใช้สอยควบคู่กับการคำนึงถึงเรื่องคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัย

• ผู้ส่งออกต้องส่งมอบสินค้าให้ทันตามกำหนด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้นำเข้าชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ




ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกร

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

ยอดส่งออกส่งออกสูงสุดในรอบ 5 ปี

ผู้ผลิตปลาป่นไทยเฮ ส่งออกปี 53 พุ่งกว่า 1.12 แสนตัน สูงสุดในรอบ 5 ปี ล่าสุดเปรูผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกวัตถุดิบลดลงกว่า 4 แสนตัน ทำให้ราคาครึ่งปีแรกสดใสเกือบ 1,800 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังยกเลิกการออกระเบียบบังคับให้ปลาป่นทำประกันภัยการขนถ่ายสินค้าอันตรายแล้ว
นายสงวนศักดิ์ อัครวรินทร์ชัย นายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย เปิดเผยว่า การส่งออกปลาป่นไทยในปี 2553 สูงถึง 112,359.12 ตัน จากปกติที่ส่งออกประมาณ 15,000-20,000 ตัน-คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปลาป่นที่ผลิตได้ทั้งหมดของไทย สาเหตุที่ส่งออกได้มาก เนื่องจากเปรูผลผลิตหายไป 4 แสนตัน สำหรับประเทศที่มีการนำเข้าปลาป่นมากที่สุดคือ! จีน (49,698.59 ตัน) รองลงมาคือ เวียดนาม (26,961.49 ตัน) ญี่ปุ่น (9,897.25 ตัน) ไต้หวัน (8,927.25 ตัน) และอินโดนีเซีย (7,814.66 ตัน)
ในเดือนมีนาคม 2554 นี้ เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ของจีนจะเดินทางมาตรวจโรงงานปลาป่นที่ได้รับมาตรฐานการผลิต HACCP จำนวน 30 โรง ใน 15 จังหวัดติดชายทะเลของไทย เพราะปกติจีนจะผลิตอาหารสัตว์ได้มากช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ของทุกปีจึงต้องนำเข้าปลาป่นมากในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน คาดว่าปีนี้จีนจะนำเข้าปลาป่นมากกว่าทุกปี ซึ่งแต่ละปีจีนต้องใช้ปลาป่นปีละ 1.5 ล้านตัน นำเข้าสูงถึง 1 ล้านตัน
จากการที่ปลาป่นของเปรูขาดแคลนทำให้ราคาปลาป่นไทยขยับตัวขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 6.98 บาทในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ