หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีจากกรีนพีซพบอาหารทะเลญี่ปุ่นปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง



ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีของกรีนพีซ (Greenpeace) เปิดเผยว่า อาหารทะเลที่จับได้โดยชาวประมงญี่ปุ่นนอกชายฝั่งของประเทศปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง หลังจากผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีของกรีนพีซได้สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารทะเลที่ท่าเรือจังหวัดอิวากิ เมื่อวันที่ 22-24 กรกฎาคม 2554

ACRO และ CRIRAD ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสซึ่งได้วิเคราะห์การปนเปื้อนกัมมันตรังสีพบว่า ตัวอย่างอาหารทะเลจำนวนมากปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง ซึ่งหมายความว่าการปนเปื้อนกัมมันตรังสีบริเวณชายฝั่งฟูกิชิมะยังอยู่ในระดับที่เ! ป็นอันตราย กลุ่มกรีนพีซจึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นบังคับให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ระบุระดับกัมมันตรังสีและเขตการตกปลา เนื่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอแก่ลูกค้า และเพิ่มระดับความเข้มงวดในระบบการตรวจสอบกัมมันตรังสีและการกระจายอาหารควรอย่างเร่งด่วน เนื่องจากฤดูการจับปลาบริเวณจังหวัดฟูกุชิมะและอิบารากิกำลังจะเริ่มขึ้น และอาหารทะเลเป็นอาหารหลักของชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังไม่มีกฎหมายสำหรับการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาและอาหารทะเล ไม่เหมือนเนื้อวัวซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว


ที่มา : The Fish Site (11สิงหาคม2554)

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คาดส่งออกอาหารครึ่งปีหลังโต 12% มูลค่า 4.21 แสนบ้านบาท รวมทั้งปีขยายตัว 12% มูลค่ารวม 9 แสนล้านบาท

นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดจะขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าในตลาดโลก โดยจะมีมูลค่าประมาณ 4.21 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวดี เช่น ไก่และสัตว์ปีก น้ำตาลทราย ขณะที่ข้าวจะชะลอตัวลง รวมทั้งกลุ่มอาหารทะเลที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยภาพรวมการส่งออกในไตรมาส 3 คาดจะมีมูลค่า 2.12 แสนล้านบาท ขยายตัว 12% และไตรมาส 4 จะมีมูลค่า 2.09 แสนล้านบาท ขยายตัว 4% รวมทั้งปี คาดมีมูลค่า 9 แสนล้านบาท โต 12% โดยราคาสินค้าส่งออกจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

! ; สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมอาหารในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรปยังไม่ดีขึ้น แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า และปริมาณวัตถุดิบที่หลายอุตสาหกรรมยังมีปริมาณไม่พอกับความต้องการ รวมทั้งราคาสูงขึ้น





ที่มา : แนวหน้า

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อินเดียกลายเป็นประเทศส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของอาเซียน

อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารทะเลรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกค่อยๆ มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาหารทะเลสดเพื่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปอีกครั้งที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดประเทศกลุ่มอาเซียน

ผู้ส่งออกอาหารทะเลจากอินเดียค่อยๆหันมาสนใจส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม เพื่อตอบสนองความต้องการวัตถุดิบของอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้น

&! nbsp; Anwar Hashim ประธานสมาคมผู้ส่งออกอาหารทะเลแห่งอินเดียกล่าวว่า อินเดียส่งออกอาหารทะเลเกือบ 85% ไปยังสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญโดยหันมาส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยอินเดียส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น 20-25%

ทั้งนี้ อินเดียผลิตอาหารทะเลปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่มีเพียงแค่ 9-10% หรือคิดเป็น 880,000 ตันส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้มีเหลือเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ




ที่มา : FIS

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เกาหลีใต้เล็งขยายพื้นที่เพาะปลูกในต่างประเทศ เหตุราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อข้าวโพดรายใหญ่อันดับสามของโลก วางแผนขยายพื้นที่ทำการเกษตรในต่างประเทศเพื่อเพาะปลูกพืช เช่น ข้าวโพด และ ข้าวสาลี เพื่อให้เสบียงมากพอในช่วงที่ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 กระทรวงเกษตรเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้ต้องการให้มีพื้นที่เพาะปลูกในต่างประเทศประมาณ 380,000 เฮคตาร์ภายในปี 2561 ซึ่งขนาดพื้นที่ดังกล่าวจะผลิตข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลืองรวมกันได้ประมาณ 1.38 ล้านตัน หรือ 10 %ของการนำเข้าธัญพืชหลักทั้งสามชนิดประจำปี เกาหลีใต้ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดและข้าวส! าลีจึงพยายามเพิ่มปริมาณเสบียงในขณะที่ราคาอาหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในปี 2553 ราคาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้าในตลาดชิคาโกเพิ่มขึ้น 63 % ขณะที่ราคาถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 42% และ ราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 22 %

รัฐบาลเกาหลีใต้จะช่วยบริษัทของประเทศเช่าพื้นที่หรือซื้อหุ้นในบริษัทต่างชาติ โดยให้ความสำคัญกับประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา ยูเครน อินโดนีเซีย รัสเซีย ก่อน

นอกจากนี้เกาหลีใต้ยังวางแผนการค้าธัญพืชกับประเทศต่างๆเช่น บราซิล รัสเซีย ยูเครน หลังจากเมื่อเดือนเมษายน 2554 บริษัท Korea Agro-Fisheries Trade Corp ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ร่วมกับสหรัฐฯ ในการค้าธัญพืชในตลาดชิคาโก





ที่มา : Bloomberg

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บังกลาเทศจะส่งออกอาหารฮาลาล

บังกลาเทศจะส่งออกอาหารฮาลาลเร็วๆนี้ หลังจากจากกรมพัฒนาอิสลามมาเลเซีย อนุมัติให้มูลนิธิอิสลามบังกลาเทศ (IFB) เป็นหน่วยงานตรวจสอบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

นาย Syed Moazzam Hossain ประธานหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมบังกลาเทศ-มาเลเซียกล่าวว่า กรมพัฒนาอิสลามมาเลเซียอนุมัติให้มูลนิธิอิสลามบังกลาเทศเป็นหน่วยงานตรวจสอบรับรองมาตรฐานฮาลาลทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าบังกลาเทศน่าจะได้รับส่วนแบ่งการตลาดอาหารฮาลาลทั่วโลก มูลค่า 661 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจากการประชุมฮาลาลโลกระบุ ว่าตลาดอาหารฮาลาลเติบโ! ตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่าประมาณ 661.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 17 % ของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

นาย Jalal Ahmed รองประธานสำนักงานส่งเสริมการส่งออกบังกลาเทศกล่าวว่า บังกลาเทศจะได้รับเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากจากการส่งออกอาหารฮาลาล โดยกล่าวเสริมว่าขณะนี้มีบางบริษัทเซ็นสัญญากับผู้นำเข้ามาลาเซียเพื่อจัดส่งอาหารฮาลาลแล้ว

ทั้งนี้ ตลาดอาหารฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียคือ อินโดนีเซีย จีน อินเดีย มาเลเซีย และหน่วยปกป้องอธิปไตย (GCC) ซึ่งได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรต บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย โอมาน กาตาร์ และคูเวต




ที่มา : Halal Focus

มาเลย์ผ่อนปรนกฎนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 มาเลเซียประกาศผ่อนปรนกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น โดยสินค้าจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไม่ต้องทดสอบสารกัมมันตรังสีแล้ว

มาเลเซียต้องการเพียงให้ผู้ส่งออกสินค้าญี่ปุ่นรับรองแหล่งกำเนิดและตรวจสอบสินค้าที่เก็บเกี่ยวและแปรรูปจาก 8 จังหวัด ได้แก่ มิยางิ ฟุกุชิมะ อิบารากิ โตชิงิ กุนมะ ไซตามะ ชิบะ และคานากาวะ ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ มาเลเซียยกเลิกการคุมเข้มใน 3 จังหวัด ได้แก่ ยา! มากาตะ นิอิกาตะ และโตเกียว เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีระดับสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนไม่เกินค่าที่กำหนดไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว




ที่มา : Kyodo

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นเร่งสร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรและอาหาร หลังวิกฤติการณ์รังสีรั่วไหล

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น จัดบรรยายเรื่อง ความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารญี่ปุ่น โดยเน้นชี้แจงเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและมาตรการตรวจสอบการปนเปื้อน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2554 ญี่ปุ่นกำหนดให้สินค้าเกษตรที่มีปริมาณระดับการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีน้อยกว่า 5 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี อยู่ในระดับที่ปลอดภัยสามารถบริโภคได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามจำหน่ายสินค้าเกษตรใน 5 จ! ังหวัด ได้แก่ ฟุคุชิมะ อิบารากิ กุนมะ โตชิกิ และชิบะ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลท้องถิ่นและเกษตรกร เนื่องจากตรวจพบการปนเปื้อนในบางพื้นที่ของจังหวัดเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกเลิกคำสั่งให้เหลือเพียงบางพื้นที่ ในเขตใกล้เคียงโรงไฟฟ้าที่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ได้ประกาศสั่งห้ามจำหน่ายสินค้าเกษตรในบางพื้นที่ของจังหวัดฟุกุชิมะ และทางตอนเหนือของอิบารากิเท่านั้น

2. พ่อค้า ผู้ประกอบการร้านอาหารญี่ปุ่น ใช้ความระมัดระวังในการคัดสรรวัตถุดิบ โดยบริษัท Oisix ได้เพิ่มกระบวนการตรวจสอบการปนเปื้อนหลายขั้นตอนก่อนขนส่งสินค้า และเสนอให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนตามจุดกระจายสินค้าและท่าเรือ รวมถึงตรวจสอบกักกันพืช/สัตว์ในทุกจุด ตลอดจนแต่งตั้งองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบ และแต่งตั้งโฆษกเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร

3. จากมาตรการท! ี่เข้มงวด ตลอดจนการระงับการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตรของญี่ป! ุ่น ทำให ้ผู้บริโภคและรายได้ของร้านอาหารญี่ปุ่นทั้งในและนอกญี่ปุ่นลดลง ทั้งนี้นาย Takagi เจ้าของภัตตาคาร Zeniya ได้เสนอให้ผู้ประกอบการหาสิ่งทดแทนวัตถุดิบหรือส่วนผสมจากญี่ปุ่น

4. นาย Karaki รองประธานด้านกิจการต่างประเทศ สภาวิทยาศาสตร์ประจำคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางอาหารภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ขอความร่วมมือจากสื่อต่างๆ ให้ยุติการนำเสนอข่าวในเชิงลบอันจะเพิ่มความกังวลให้แก่ผู้บริโภค และเชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหารและสินค้าเกษตรให้กลับมาได้อีกครั้ง



ที่มา : มกอช.

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จีนผ่อนกฎนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่น

สำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคจีน(AQSIQ) กล่าวว่า จีนตัดสินใจผ่อนผันกฎการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรจากญี่ปุ่น หลังจากประเมินความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรในเขตที่อยู่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2554

จีนจะยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร การเกษตร และปุ๋ยซึ่งผลิตหลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 ในจังหวัดยามานาชิและยามากาตะ แต่จะยังห้ามการนำเข้าใน 10 จังหวัดซึ่งเกรงว่าจะมีการปนเปื้อนของกัมมันตรังสี

นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกการส่งใบรับรองความปลอดภัยจากกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์อาหาร การเกษตรและปุ๋ย อย่างไรก็ตามการยกเลิกไม่ครอบคลุมถึงผัก ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ใบชา ผลไม้ พืช GMO เพื่อผลิตยา และอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่นทุกรายการจะต้องแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดอย่างเป็นทางการ

แจ้งข่าวประกาศ มกอช.

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แคนาดาไฟเขียวนำเข้าอาหารญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า แคนาดายกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดแล้วเนื่องจากผลการทดสอบอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดมีค่ากัมมันตรังสีต่ำกว่าที่กำหนดไว้มาก โดยก่อนหน้านี้แคนาดาออกข้อจำกัดดังกล่าวเนื่องจากเกรงกลัวการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากวิกฤตโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ ไดอิจิ และถือว่าเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด ขณะที่อีก 40 ประเทศยังคงจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 สำนักงานตรวจสอบอาหารแคนาดา (CFIA) กล่าวว่าจากการประเมินพบว่าไม่จำเป็นที่ต้องทดสอบอาหารนำ! เข้าเป็นประจำ และกล่าวเสริมว่าทางการสาธารณสุขแคนาดาจะดำเนินการตรวจติดตามอาหารที่จำหน่ายในประเทศอย่างสม่ำเสมอซึ่งรวมถึงอาหารที่มาจากญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ CFIA กำหนดให้อาหารทั้งหมดจาก 12 จังหวัดได้แก่ จังหวัดฟุกุชิมะและจังหวัดในบริเวณใกล้เคียงที่นำเข้าแคนาดาจะต้องแสดงผลการทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าปลอดภัยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และกำหนดให้อาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นที่มาจากจังหวัดอื่นต้องแสดงใบรับรองต้นกำเนิดอีกด้วย

ในปี 2553 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้าเกษตรและประมงไปยังแคนาดาคิดเป็นมูลค่า 4.6 พันล้านเยน
อนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 จีนเคยระบุว่าอาจจะลดข้อจำกัดการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรจากญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดหรือกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดในเรื่องนี้





ที่มา : Manufacturing.Net

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นบังคับติดฉลากอาหารที่มีมะละกอ GMO เป็นส่วนประกอบ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 ญี่ปุ่นแจ้งเวียนสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับการแก้ไขกฎระเบียบภายใต้กฎหมายสุขอนามัยอาหาร (Food Sanitaion Law)โดยกำหนดให้ติดฉลาก (ภาคบังคับ) มะละกอตัดต่อพันธุกรรม (GMO) และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมะละกอ GMO เป็นส่วนประกอบหลัก

ญี่ปุ่นบังคับติดฉลากสินค้า GMO 7 ชนิด ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมสินค้า 32 รายการ เช่น เต้าหู้ ข้าวโพดอบกรอบ

ทั้งนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่! 13 มิถุนายน 2554




ที่มา : มกอช.

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แคนาดาเรียกคืนอาหาร หวั่นอาหารก่อภูมิแพ้

สำนักงานตรวจสอบอาหารแคนาดา (CFIA) ประกาศเตือนผู้บริโภคถึงอาหารที่ปนเปื้อนอาหารก่อภูมิแพ้หลายชนิด พร้อมทั้งเรียกคืนอาหารเหล่านี้ อาทิ Fruit Explosion Trail Mix , Berry Delight Trail Mix, Raw and Shelled Sunflower Seeds, Blueberry Maple Granola, Cranberry Apple Granola เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีงาผสมอยู่ แต่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลากอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีขนมอบรสงาดำที่มีถั่วลิสงผสมอยู่ แต่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลากเช่นกัน ขณะเดียวกันขนมขบเคี้ยวและขนมหวานที่นำเข้าจากอินเดียถูกเรียกคืน เนื่องจากมีสารซัลไฟต์ปนอยู่โดยไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก !



ที่มา : Montreal Gazette

จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ พักนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากไต้หวัน

ทางการจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ พร้อมใจกันประกาศระงับพักการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารปนเปื้อนสารไดเอทิลเฮกซิลพทาเลต (DEHP) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ผลิตโดยบริษัทไต้หวัน 10 ราย ขณะที่ ไต้หวันรับรองร่างกฎหมายการเพิ่มโทษปรับสูงสุด 33 เท่า แก่ผู้ผลิตที่ใช้สาร DEHP

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 คณะรัฐมนตรีไต้หวัน ได้รับรองร่างกฎหมายการเพิ่มโทษปรับสูงสุด 33 เท่า แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้สาร DEHP ในการผลิตสินค้า โดยจะถูกปรับเป็นเงินจำ! นวน 10 ล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 300,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังอาจได้รับการตัดสินโทษจำคุก 5 ปี ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภา ซึ่งจะผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการก่อนวันที่ 14 มิถุนายน 2554

เว็บไซต์สำนักงานตรวจสอบคุณภาพจีนเปิดเผย รายชื่อสินค้าต้องห้ามจากไต้หวัน 19 ชนิด ซึ่งปนเปื้อนสาร DEHP (Diethyhexylpthalate) ได้แก่ เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำผลไม้ ชา เยลลี่ผลไม้ และแป้งดัดแปลงที่ใช้เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เป็นต้น หลังจากที่มีข่าวสินค้าไต้หวันปนเปื้อนสาร DEHP ทางการฟิลิปปินส์และฮ่องกง ได้จำกัดการนำเข้าและการจำหน่ายสินค้าจากไต้หวัน ขณะที่สำนักงาน อย. เกาหลีใต้ ได้สั่งการห้ามนำเข้าสินค้าจากไต้หวันแล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 3! 1 พฤษภาค ม 2554 ฮ่องกงได้สั่งห้ามนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องดื่มจากไต้หวัน และในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ได้เรียกคืนยาแก้ปวดท้อง Well Tab หลังจากตรวจพบสาร DEHP นอกจากนี้ ยังเรียกคืนสินค้าอีก 5 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็น สินค้าประเภทวิตามินชนิดเม็ด ที่ผลิตโดยบริษัทท้องถิ่นที่ใช้ตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบจากไต้หวัน

ขณะที่ สำนักงานอาหารและยาฟิลิปปินส์ ได้สั่งการเรียกคืนสินค้านำเข้าจากไต้หวัน ราว 300 ชนิด พร้อมทั้งประกาศแจ้งต่อสาธารณะว่า ห้ามบริโภคสินค้าดังกล่าว และสั่งห้ามจำหน่ายสินค้าเหล่านั้น หลังจากทราบว่า สาร DEHP อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ในสัปดาห์นี้ ไต้หวันได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอาหารทั่วประเทศ เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารDEHP หรือ สารพลาสติไซเซอร์ตัวอื่นๆ และได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่! มเกลือแร่และน้ำผลไม้ ที่พบว่ามีส่วนประกอบของสารอันตราย DEHP มากกว่า 460,000 ขวด

ไต้หวันได้ตรวจพบผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนสาร DEHP มากกว่า 506 ชนิด และได้จับกุมเจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ใช้สาร DEHP โดยเจ้าของบริษัทดังกล่าวจะถูกจำคุก 6 เดือน นอกจากนี้ได้กำหนดบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับผู้ที่จำหน่ายสินค้าปนเปื้อนสารดังกล่าว โดยจะปรับเพิ่มสูงสุดอีก 33 เท่า

ทั้งนี้ DEHP เป็นสารพลาสติไซเซอร์ที่ทำให้พลาสติกอ่อนตัว ใช้ผสมในโพลิเมอร์หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกพีวีซีบรรจุอาหาร อีกทั้งใช้ผสมในอาหารได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติทำให้สารละลายไม่ตกตะกอน เครื่องดื่มจะดูเข้มข้นเสมอกันตลอดขวด นอกจากสาร DEHP แล้ว ก็ยังมีอาทิ DNOP, BBP, DBP, DINP, DIDP ตามกฎระเบียบของสำนักงาน อย.ไ! ต้หวันระบุว่า ปริมาณสาร DEHP ในผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือของเล่นเด็ก! ห้ามเกิ น 1.5 ppm และห้ามใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะการบริโภคสารดังกล่าวเป็นเวลานานจะทำลายตับและไต ระบบสืบพันธุ์ ไปถึงขึ้นเป็นมะเร็ง

อนึ่ง ไต้หวันเผชิญวิกฤตความปลอดภัยอาหารครั้งใหญ่จากการตรวจสอบคุณภาพอาหารทั่วประเทศ ที่เผยออกมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 โดยเจ้าหน้าที่พบสาร DEHP ปนเปื้อนในคลาวดิ่ง (Clouding agent) ที่ผสมในเครื่องดื่มเกลือแร่ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเครื่องดื่มน้ำผลไม้บางกลุ่มก็พบพลาสติไซเซอร์ตัวอื่นๆปนเปื้อนด้วยได้แก่ DNOP, BBP, DBP, DINP, DIDP

สำหรับคลาวดิ่ง กฎหมายให้การรับรองเป็นสารปรุงแต่งอาหาร คลาวดิ่งเป็นเคมีอาหารชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความขุ่นให้กับเครื่องดื่ม , ทำให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะดีขึ้น น่าบริโภคมากขึ้น ผู้ผลิตจึงมักใช้ในน้ำผลไม้ ,เยลลี่ผลไม้, ส่วน! ผสมของผงโยเกิร์ต และเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ




ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ไต้หวันเรียกคืนอาหารปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

กระทรวงสาธารณสุขไต้หวันเรียกร้องให้ผู้ผลิตอาหาร 168 ราย เรียกคืนสินค้าทั้งอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 1 ล้าน รายการ หลังพบว่าสินค้าปนเปื้อนสาร DEHP (diethylhexyl phthalate) สารดังกล่าวใช้เป็น plasticizer โดยสารดังกล่าวเป็นสารก่อมะเร็ง แต่ในใต้หวันสารนี้ถูกใช้ในการเพิ่มความขุ่นในอาหารและเครื่องดื่ม ประเภท เยลลี่ผลไม้ โยเกิร์ตผง น้ำผลไม้ และอาหาร เครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงอาหารเสริมเพื่อโภชนาการบางรายการ ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาได้แจ้งเรื่องไปยัง WHO โดยคาดหวังว่าจะลดความอันตรายที่เป็นไปได้ต่อมนุษย์ในประเทศอื่นๆ เนื่องจากสินค้าบางรายการได้ถูกส่งออกข้ามประเทศไปแล้ว




ที่มา : Deutsche Presse-Agentur

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สธ. ปลดล็อก 5 จว. นำเข้าอาหารญี่ปุ่น

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมปรับลดจำนวนจังหวัดที่ต้องมีการควบคุมอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี หรืออาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น หลังเกิดสึนามิในพื้นที่เสี่ยงจากเดิม 12 จังหวัด เหลือเพียง 7 จังหวัดที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง คือ จังหวัดฟุกูชิมะ กุนมะ อิบารากิ โตชิกิ มิยางิ โตเกียว และ ชิบะ และให้เพิ่มจังหวัด คานากาวะ รวมเป็น 8 จังหวัด ซึ่งจะเร่งออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน


ส่วนอาหารที่ต้องคุมเข้มเป็นพิเศษ คือ อาหารทะเล พืชผัก และผลไม้ โดยอาหารนำเข้าเหล่านี้ ต้องมีใบแสดงแหล่งกำเนิด ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเมื่อมีการนำเข้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะทำการตรวจซ้ำก่อนให้นำออกจำหน่ายหรือรับประทานในประเทศ ขณะที่ผลการตรวจอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา 323 รายการ ไม่พบการปนเปื้อน 322 รายการ



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตรวจพบสารตะกั่วปนเปื้อนอาหารที่กรุงฮานอย

จากการตรวจสอบอาหารจากตลาดหลัก 4 แห่งในกรุงฮานอยได้แก่ Hao Nam, Hom, Hang Be, และ Thanh Cong พบว่ามีการปนเปื้อนสารตะกั่วในอาหารหลายชนิด โดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโภชนาการแห่งชาติได้ทำการวิจัยตั้งแต่ มีนาคม 2552 ถึง มีนาคม 2553 ครอบคลุมอาหารทั่วไป 12 รายการโดยเก็บตัวอย่างแต่ละชนิด 4 ตัวอย่างจากตลาดทั้ง 4 แห่ง


จากการทดสอบพบว่า ผักบุ้งน้ำและเนื้อหมูมีค่าตะกั่วปนเปื้อนมากกว่าอาหารชนิดอื่นๆคือ 5 ใน 8 ตัวอย่าง รองลงมาคือข้าวและ พบสารตะกั่วในกุ้งและส้มในปริมาณใกล้เคียงกัน กระทรวงสาธารณสุขกำหนดค่าปลอดภัยสูงสุดสำหรับการบริโภคของสารตะกั่วในพืชผล คือน้อยกว่า 0.1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และน้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับอาหารจำพวกข้าวและธัญญาหาร

ผู้ใหญ่ที่บริโภคสารตะกั่วปนเปื้อนสารตะกั่วจะดูดซึมสารพิษใว้ในกระดูกมากกว่า 90% และกรณีของเด็กจะดูดซึมสาระตะกั่วในกระดูกมากถึง 64% ส่วนสารตะกั่วที่เหลือจะถูกดูดซึมใว้ที่สมอง เลือด และไต

หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยกล่าวว่าจะยื่นขอให้กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบท และ กระทรวงสาธารณสุข เข้มงวดในการจัดการกระบวนการผลิตของฟาร์ม




ที่มา : Vietnam News/ Asia News Network

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อียูออกมาตรการนำเข้าอาหารญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 สหภาพยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบว่าด้วยการนำเข้าอาหารและอาหารสัตว์จากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ 12 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิระเบิด โดยกฎระเบียบมีสาระสำคัญคือ

• สินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่ส่งออกจาก 12 จังหวัดญี่ปุ่นต้องแนบเอกสารรับรองผล (Declaration) ที่ออกโดยหน่วยงานรับผิดชอบของญี่ปุ่นที่รับรองว่าไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีเกินกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนด โดยเฉพาะประเภท iodine- 131, caesium- 134 และ caesium-137

&nbs! p; • สหภาพยุโรปได้กำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบสินค้าข้างต้นที่ด่านนำเข้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งประกอบด้วย
- การสุ่มตรวจทางกายภาพ คือการวิเคราะห์ผลการตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการ 10% ของสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่นำเข้าจาก 12 จังหวัด และ 20% ของสินค้าอาหารและอาหารสัตว์นำเข้าจาก 35 จังหวัดที่เหลือของญี่ปุ่น
- ในระหว่างที่รอผล สินค้าจะถูกกักที่ด่านนำเข้าไม่เกิน 5 วันทำการ และจะมีการปล่อยสินค้าเมื่อผู้นำเข้าสำแดงเอกสารรับรองความปลอดภัยของสินค้า หากตรวจพบสารกัมมันตรังสีเกินกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนด สินค้าดังกล่าวจะถูกทำลายหรือส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น

•&! nbsp;ผู้นำเข้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จะต้องแจ้งด่านนำเข้าล่ว! งหน้าอย่ างน้อย 2 วัน ก่อนที่จะส่งสินค้าถึงด่านในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ สินค้าที่เก็บเกี่ยวหรือผลิตก่อนวันที่ 11 มีนาคม 2554 ได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าวข้างต้นโดยต้องแนบใบรับรองระบุชัดเจนว่าเป็นสินค้าที่เก็บเกี่ยวก่อนวันที่กำหนด


|ทั้งนี้ ในปี 2553 สหภาพยุโรปนำเข้าสินค้าพืชและสัตว์ (ไม่รวมสินค้าประมง) จากญี่ปุ่นมูลค่า 187 ล้านยูโร ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ในขณะที่นำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 29 ล้านยูโรโดยมีผู้นำเข้ารายใหญ่คือ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี



ที่มา : กรมยุโรป (02/05/54)

ความต้องการอาหารทะเลทั่วโลกยังคงสูงขึ้น

ในปัจจุบันความต้องการอาหารทะเลทั่วโลกยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสินค้าอาหารทะเลเกือบทุกชนิดจะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2554 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลเวียดนามสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2554



ที่มา : ข่าวกุ้ง (29/04/54)

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

กัมมันตรังสียุ่นแผ่ความกังวลไปถึงอาหารทะเลจีน

ชาวประมงจีนระบุว่าอาหารทะเลที่จับนอกชายฝั่งมนฑล Shandong มีความต้องการภายในประเทศลดลงตั้งแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima Daiichi ปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีสู่มหาสมุทรแปซิฟิค
Xu Wenhao ผู้จัดการร้านขายส่งอาหารทะเล Deshengfu ในเมืองหลวง Jinan มณฑล Shandong ระบุว่าปัจจุบันรายได้ต่อวันลดลงเหลือ 1 ใน 3 เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2553 จากเดิม 40,000 หยวน เหลือเพียง 12,000 หยวนเท่านั้น
ถึงแม้ทางการประจำมณฑลดังกล่าวแนะนำว่าปลาที่จับนอกชายฝั่งนั้นปลอดภัยสำหรับรับประทาน แต่ประชาชนก็ไม่กล้าบริโภคตั้งแต่มีการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล



ที่มา : FIS (19/04/54)

ฟิลิปปินส์ตั้งกฎระเบียบนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นใหม่

กระทรวงทรัพยากรสัตว์น้ำและประมงฟิลิปปินส์ (BFAR) ระบุว่า BFAR ได้ประกาศกฎระเบียบการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพิธีการสำแดงด้านสุขอนามัยพืช และสถานการณ์การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีของญี่ปุ่น โดยกฎระเบียบนี้กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารที่ยืนยันว่าสินค้าอาหารทะเลที่นำเข้าจากญี่ปุ่นมีระดับสารกัมมันตรังสีในระดับที่เหมาะสม ตามที่กำหนดในระเบียบสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์หมายเลข 01 ปี 2552



ที่มา : The Visayan Daily Star (20/04/54)

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

ออสซี่เดินหน้าตรวจสอบอาหารญี่ปุ่นจาก 4 จังหวัด

ออสเตรเลียดำเนินมาตรการป้องกันไว้ก่อนสำหรับอาหารญี่ปุ่นโดยซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของประเทศต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 สำนักงานมาตรฐานอาหารออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (FSANZ) มอบหมายให้หน่วยงานบริการกักกันและตรวจสอบของออสเตรเลีย (AQIS) เริ่มการตรวจสอบอาหารบางส่วนที่มาจากจังหวัด Fukushima, Gunma, Ibaraki และ Tochigi ในญี่ปุ่น ได้แก่อาหารทะเลสดและแช่แข็ง สาหร่าย นม ผักและผลไม้สดเพื่อหาสารกัมมันตรังสี

อนึ่งออสเตรเลียไม่นำเข้านมและผกผลไม้สดจากญี่ปุ่น ขณะที่สาหร่ายและอาหารทะเลจากญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่น้อยมาก (5.5% และ ! 0.46% ตามลำดับ) เมื่อเทียบกับการนำเข้าสาหร่ายและอาหารทะเลทั้งหมดของออสเตรเลีย




ที่มา : Australian Food News