หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นำเข้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นำเข้า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุดทึ่ง จีนนำเข้าตะเกียบสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนขาดแคลนตะเกียบต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ และการขาดแคลนดังกล่าวทำให้บริษัทสหรัฐบางรายสบโอกาสหารายได้จากการส่งออก"ไม้ตะเกียบ"ไปยังจีน โดยปัจจุบันบริษัท"Georgia Chopsticks"ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐจอร์เจีย สามารถผลิตไม้ตะเกียบได้ 2 ล้านคู่ และได้ส่งออกไปให้จีนภายใต้แบรนด์"เมด อิน ยูเอสเอ"

รายงานระบุว่า บริษัทแห่งนี้ ใช้เวลาผลิตตะเกียบตลอด 24 ชม.และหวังว่าจะสามารถเพิ่มยอดการผลิตให้ได้ 10 ล้านคู่ต่อวันก่อนสิ้นปีนี้ โดยไม้ตะเกียบแต่ละคู่ล้วนมีเครื่องหมาย"เมด อิน ยูเอสเอ"และท่ามกลางสถานการณ์ขาดแคลนไม! ้ Poplar และ Sweet gum ที่ใช้ผลิตตะเกียบ รัฐจอร์เจียถือเป็นเมืองเต็มไปด้วยไม้สองประเภทนี้ ซึ่งกลายเป็นเมืองในฝันที่จะผลิตไม้ตะเกียบส่งออกให้แก่จีนแผ่นดินใหญ่โดยปริยาย

โดยที่ผ่านมา ชาวจีนได้ผลิตไม้ตะเกียบเป็นจำนวน 63,000 ล้านคู่ในแต่ละปี แต่ผู้เชี่ยวชาญประจำสภาพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐระบุว่า ขณะนี้ ภูมิภาคแปซิฟิค โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น กำลังเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนไม้





ที่มา : มติชน

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อินโดอาจนำเข้าข้าวเดือนกันยายน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 นาง Mari Elka Pangestu รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซียกล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียอาจเริ่มนำเข้าข้าวในเดือนกันยายน ปี 2254 เพื่อทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ ซึ่งตามปกติอินโดนีเซียจะนำเข้าข้าวในเดือนกันยายนไปจนถึงการเก็บเกี่ยวข้าวครั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อไป ทั้งนี้อินโดนีเซียเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้นครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบันอินโดนีเซียมีข้าวสำรองประมาณ 1.5 ล้านตันในสำนักงานพลาธิการ (Bulog) และตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มข้าวสำรองให้ถึง 2 ล้านตันในปี 2554

&nb! sp; อินโดนีเซียกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเข้าข้าวจาก 6 ประเทศ อาทิ เวียดนาม ไทย ปากีสถาน และ อินเดีย เวียดนาม และไทยมีข้อตกลงว่าจะจัดหาข้าวให้อินโดนีเซีย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าแต่ละประเทศจะจัดหาข้าวให้อินโดนีเซียจำนวน 1 ล้านตันต่อปี

สภาพอากาศย่ำแย่ทำให้การผลิตข้าวในอินโดนีเซียลดลงจากช่วงสิ้นปี 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในรอบ 21 เดือนสูงถึง 7.02 % ในเดือนมกราคม แต่ภาวะเงินเฟ้อเริ่มบรรเทาในเดือนกุมภาพันธ์เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มการเก็บเกี่ยวข้าว และการเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน
ด้านข้าวสำรองสำหรับเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงที่อุปสงค์ข้าวมักสูง รัฐมนตรีกล่าวว่า จำนวนข้าวสำรองมีเพียงพอเป็นระยะเวลาหลายเดือน

นาย Bayu Krisnamurthi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียกล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า ในปี ! 2554 การผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 70.6 ล้านตัน จากปริมาณ 67 ล้าน! ตันปีใน 2553



ที่มา : Xinhua News

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามคุมเข้มการนำเข้าสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD) เพิ่มระดับการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรและสินค้าอาหารตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 หลังจากได้บังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัย โดยกระทรวงเน้นย้ำว่า ผู้นำเข้าผลไม้ ผักและอาหารสัตว์จะต้องสำแดงแหล่งกำเนิดสินค้าดังกล่าวให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

เนื่องจากเกษตรกรบางประเทศใช้สารกำจัดแมลงและสารเคมีเพื่อทำให้สินค้าเกษตรสวยงามและระดับสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ กระทรวงจึงได้บังคับใช้กฎหมายตรวจสอบสินค้าอาหารเพื่อปกป้องผู้บริโภคชาวเวียดนาม

&! nbsp; นาย Nguyen Xuan Hong อธิบดีกรมอารักขาพืชกล่าวว่าเวียดนามจะตรวจสอบทั้งแหล่งกำเนิด และปริมาณสารเคมีที่พบในผลไม้ ผักและสินค้าอาหาร

ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรงจะต้องส่งสินค้ากลับคืนไปยังประเทศแหล่งกำเนิดหรือถูกกักกันสินค้า



ที่มา : All About Feed

รัสเซียยกเลิกการระงับนำเข้าผักจากเชคและกรีซ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 นาย Gennady Onishchenko หัวหน้าผู้ตรวจสอบด้านสุขอนามัยรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียได้ยกเลิกการระงับนำเข้าผักจากสาธารณรัฐเชคและกรีซแล้ว โดยอนุญาตให้นำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ซึ่งต้องมีใบรับรองความปลอดภัย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 รัสเซียได้ระงับการนำเข้าผักจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศ รวมถึงสาธารณรัฐเชคและกรีซ หลังเหตุการณ์ระบาดของเชื้อ E.coli แต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 รัสเซียได้ยกเลิกการระงับการนำเข้าผักจากเดนมาร์กและสเปนซึ่! งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป



ที่มา : Xinhau

ตุรกีขึ้นภาษีนำเข้าเนื้อวัว

กระทรวงเกษตรตุรกีประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเนื้อวัวอีกครั้ง ซึ่งการขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2554 แต่ยังคงต้องจับตามองต่อไปว่าการขึ้นภาษีครั้งล่าสุดนี้จะมีผลกระทบต่อการค้าเนื้อวัวในยุโรปหรือไม่เนื่องจากตุรกีเป็นตลาดส่งออกเนื้อวัวหลักของยุโรปในช่วง 4 เดือนแรกในปี 2554 ที่ 62,000 ตัน (cwe)

เมื่อต้นปี 2554 ภาษีนำเข้าเนื้อวัวของตุรกีอยู่ที่ราว 30 % ขณะนี้ภาษีการนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้นเป็น 75 % ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับภาษีก่อนหน้าเดือนตุลาคม 2553

&nb! sp; ตั้งแต่ตุรกีประกาศนโยบายลดภาษีนำเข้าเนื้อวัวเมื่อเดือนตุลาคม 2553 อุปสงค์เนื้อวัวยุโรปเพิ่มมากขึ้น ในไตรมาสที่สี่ของปี 2553 การส่งออกเนื้อวัวอยู่ที่ 57,600 ตัน(cwe)

แม้ว่าภาษีการนำเข้าเนื้อวัวจะเพิ่มขึ้น 15 % เป็น 45% ในช่วงเดือนมีนาคม 2554 ตัวเลขการส่งออกเนื้อวัวของยุโรปไปยังรัสเซียในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 อยู่ที่ราว 62,000 ตัน(cwe)


ถ้านับรวมการส่งออกโคมีชีวิต การส่งออกโคทั้งหมดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2554 จะอยู่ที่ 73,400 ตัน (cwe)โดยมีเยอรมนีและโปแลนด์เป็นผู้ส่งออกหลักในยุโรปไปยังตลาดตุรกี




ที่มา : The Meat Site

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อินโดเตรียมนำเข้าข้าว เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 นาย Suswano Arsyaf รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียกล่าวว่า
ในเดือนกรกฎาคมนี้ อินโดนีเซียจะนำเข้าข้าวเพื่อเพิ่มสต็อกข้าวในประเทศ ส่วนปริมาณการนำเข้า สำนักพลาธิการอินโดนีเซีย (Bulog) จะเป็นผู้กำหนด และจะดำเนินการนำเข้าข้าวให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน หลังจากการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนเมษายน สภาพอากาศที่รุนแรงทำให้ปริมาณการผลิตและอุปทานข้าวในอินโดนีเซียลดลงตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2553 จนถึงเดือนมกราคม 2554 เป็นผลให้เงินเฟ้อปรับตัวอยู่ที่ 7.02 % ซึ่งเป็นระดับเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 21 เดือน ในเดือนมกราคม ระดับเงินเฟ้อปรับตัวลดลงในเดือนกุมภาพันธ์เนื่องจากการเริ่มเก็บเกี่ยวข้าว และการ! เก็บเกี่ยวสิ้นสุดในเดือนเมษายน

นาย Suswono กล่าวว่า จะนำเข้าข้าวต่อไปเพื่อความมั่นคงของสต็อกข้าวในประเทศ ส่วนนาย Bayu Krisnamurthi รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตร กล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 70.6 ล้านตันในปี 2554 จากปริมาณ 67 ล้านตันในปี 2553

ทั้งนี้อินโดนีเซียตั้งเป้าสต็อกข้าว ปี 2554 ที่ 2 ล้านตัน และ ยอดข้าวเกินดุลที่ 10 ล้านตันภายใน 5- 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในประเทศขณะที่เกิดความผันผวนของสภาพอากาศทั่วโลก




ที่มา : Xinhua News

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มาเลย์ผ่อนปรนกฎนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 มาเลเซียประกาศผ่อนปรนกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น โดยสินค้าจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไม่ต้องทดสอบสารกัมมันตรังสีแล้ว

มาเลเซียต้องการเพียงให้ผู้ส่งออกสินค้าญี่ปุ่นรับรองแหล่งกำเนิดและตรวจสอบสินค้าที่เก็บเกี่ยวและแปรรูปจาก 8 จังหวัด ได้แก่ มิยางิ ฟุกุชิมะ อิบารากิ โตชิงิ กุนมะ ไซตามะ ชิบะ และคานากาวะ ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ มาเลเซียยกเลิกการคุมเข้มใน 3 จังหวัด ได้แก่ ยา! มากาตะ นิอิกาตะ และโตเกียว เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีระดับสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนไม่เกินค่าที่กำหนดไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว




ที่มา : Kyodo

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อียูไฟเขียวนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ปนเปื้อน GM ที่ไม่ได้การรับรองไม่เกิน 0.1%

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปผ่านร่างกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการอนุญาตให้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม (GM material) ที่ไม่ได้รับการรับรอง ไม่เกิน 0.1% โดยอนุญาตให้ปนเปื้อนได้เฉพาะอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่รวมถึงอาหารมนุษย์

ขณะที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสมาคมเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า สหภาพยุโรปเปลี่ยนแปลงนโยบาย zero tolerance คือไม่อนุญาตให้มีสาร GM ที่ไม่ได้รับการรับรองปนเปื้อนอยู่เลย เป็นอนุญาตให้มีได้ไม่เกิน 0.1% เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอุตสาหกร! รม และกล่าวเสริมว่า ยังไม่ทราบผลกระทบที่แน่ชัดของการบริโภคพืช GM และกระบวนการประเมินความปลอดภัยของสหภาพยุโรปของพืช GM หลายพันธุ์ยังไม่สมบูรณ์ ควรให้ประเทศผู้ส่งออกนอกสหภาพยุโรปให้การรับรอง และสหภาพยุโรปควรให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) ประเมินความเสี่ยงอย่างน้อย 3 เดือน และให้ความเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร GM นี้ปนเปื้อน 0.1 % ไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

กฎระเบียบนี้ยังระบุอีกว่า ให้ใช้ค่าต่ำสุดของการปนเปื้อนสาร GM ที่ไม่ได้รับการรับรอง 0.1% นี้กับอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่ครอบคลุมอาหารมนุษย์ แม้ผู้ส่งออกและผู้ค้าจะบอกว่าไม่มีประสิทธิภาพเมื่อนำมาบังคับใช้จริง และมีค่าใช้จ่ายสูงในการแยกแยะวัตถุดิบเหล่านี้ ซึ่งอาจใช้เป็นได้ทั้งอาหารคนและสัตว์

อนึ่ง เมื่อปี 2552 สหภาพยุโรปประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากถั่วเหลืองนำเข้าจากสหรัฐฯ พบการปนเปื้อนวัตถ! ุดิบ GM ในบางคลังสินค้า จึงถูกระงับการนำเข้า นอกจากนี้ ปัจจุบั! นสหภาพยุ โรปยังนำเข้าสินค้าวัตถุดิบราว 45 ล้านตันต่อปี ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองส่วนใหญ่มาจากบราซิล อาร์เจนตินา สหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนประกอบด้วยพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่พัฒนาโดยบริษัท Monsanto



ที่มา : Reuters

เกาหลีใต้เตรียมไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวแคนาดา

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เกาหลีใต้ได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่ออนุญาตให้นำเข้าเนื้อวัวแคนาดาได้อีกครั้งซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงที่จะยกเลิกการระงับนำเข้าเนื้อวัวแคนาดาที่เป็นเวลานานถึง 8 ปี และจะอนุญาตให้นำเข้าเนื้อวัวที่อายุต่ำกว่า 30 เดือนโดยเกาหลีใต้เป็นตลาดนำเข้าเนื้อวัวที่สำคัญสุดท้ายที่ยกเลิกการระงับนำเข้าเนื้อแคนาดาตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากการเกิดโรควัวบ้าระบาด

ด้วยเหตุนี้ ทางแคนาดาจึงเตรียมแจ้งต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อขอยกเลิกข้อเรียกร้องต่อเกาหลีใต้ในปี 2552

! ในวันเดียวกันเกาหลีใต้ตีพิมพ์ข้อกำหนดด้านสุขภาพในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นทางการที่จะเปิดตลาดนำเข้าเนื้อวัวแคนาดาอีกครั้ง โดยกระบวนการแจ้งอย่างเป็นทางการจะมีจนถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 และคาดว่าจะเข้าสู่รัฐสภาประมาณวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 เพื่อให้อนุมัติตามข้อตกลง

อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนอวัยวะวัวที่มีความเสี่ยง (SRM) ได้แก่ ต่อมทอนซิล อวัยวะภายใน ลำไส้ สมอง กะโหลก ตา และไขสันหลัง ซึ่งเป็นอวัยวะเสี่ยงต่อการส่งผ่านเชื้อวัวบ้าไปสู่มนุษย์ และยังคงห้ามนำเข้าเนื้อวัวที่ผ่านกระบวนการแยกกับกระดูกด้วยเครื่องจักร และเนื้อวัวบด

&nb! sp; ทั้งนี้สมาคมผู้ส่งออกเนื้อแคนาดาประเมินว่า ข้อตกลงดังกล่าว! จะสร้างร ายได้แก่ผู้ผลิตเนื้อวัวแคนาดาปีละ 30 ล้านเหรียญไปจนถึงปี 2558

ในปี 2545 เกาหลีใต้ผู้นำเข้าเนื้อวัวแคนาดาใหญ่เป็นอันดับ 4 โดยนำเข้าเนื้อวัวออสเตรเลีย 12,000 ตัน เป็นมูลค่า 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 4% ของเนื้อที่เกาหลีใต้นำเข้าทั้งหมด

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกด้านสุขภาพสัตว์ได้ประกาศว่าแคนาดาควบคุมโรควัวบ้าได้ตั้งแต่ปี 2550 แต่ขณะนั้นเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะเปิดตลาดให้แคนาดาเนื่องจากตั้งแต่ปี 2546 มีการรายงานว่าพบการเกิดโรควัวบ้าอีก 17 ครั้งในแคนาดา



ที่มา : มกอช.

แจ้งข่าวประกาศ มกอช.

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จีนผ่อนกฎนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่น

สำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคจีน(AQSIQ) กล่าวว่า จีนตัดสินใจผ่อนผันกฎการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรจากญี่ปุ่น หลังจากประเมินความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรในเขตที่อยู่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2554

จีนจะยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร การเกษตร และปุ๋ยซึ่งผลิตหลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 ในจังหวัดยามานาชิและยามากาตะ แต่จะยังห้ามการนำเข้าใน 10 จังหวัดซึ่งเกรงว่าจะมีการปนเปื้อนของกัมมันตรังสี

นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกการส่งใบรับรองความปลอดภัยจากกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์อาหาร การเกษตรและปุ๋ย อย่างไรก็ตามการยกเลิกไม่ครอบคลุมถึงผัก ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ใบชา ผลไม้ พืช GMO เพื่อผลิตยา และอาหารที่นำเข้าจากญี่ปุ่นทุกรายการจะต้องแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดอย่างเป็นทางการ

แจ้งข่าวประกาศ มกอช.

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แคนาดาไฟเขียวนำเข้าอาหารญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า แคนาดายกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดแล้วเนื่องจากผลการทดสอบอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดมีค่ากัมมันตรังสีต่ำกว่าที่กำหนดไว้มาก โดยก่อนหน้านี้แคนาดาออกข้อจำกัดดังกล่าวเนื่องจากเกรงกลัวการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากวิกฤตโรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ ไดอิจิ และถือว่าเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด ขณะที่อีก 40 ประเทศยังคงจำกัดการนำเข้าอาหารญี่ปุ่นต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 สำนักงานตรวจสอบอาหารแคนาดา (CFIA) กล่าวว่าจากการประเมินพบว่าไม่จำเป็นที่ต้องทดสอบอาหารนำ! เข้าเป็นประจำ และกล่าวเสริมว่าทางการสาธารณสุขแคนาดาจะดำเนินการตรวจติดตามอาหารที่จำหน่ายในประเทศอย่างสม่ำเสมอซึ่งรวมถึงอาหารที่มาจากญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ CFIA กำหนดให้อาหารทั้งหมดจาก 12 จังหวัดได้แก่ จังหวัดฟุกุชิมะและจังหวัดในบริเวณใกล้เคียงที่นำเข้าแคนาดาจะต้องแสดงผลการทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าปลอดภัยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และกำหนดให้อาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นที่มาจากจังหวัดอื่นต้องแสดงใบรับรองต้นกำเนิดอีกด้วย

ในปี 2553 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้าเกษตรและประมงไปยังแคนาดาคิดเป็นมูลค่า 4.6 พันล้านเยน
อนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 จีนเคยระบุว่าอาจจะลดข้อจำกัดการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรจากญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดหรือกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดในเรื่องนี้





ที่มา : Manufacturing.Net

มะกันออกกฎนำเข้าเงาะสดจากมาเลย์และเวียดนาม

หน่วยบริการตรวจสอบสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (APHIS) ภายใต้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ออกกฎระเบียบอนุญาตนำเข้าเงาะสดจากมาเลเซียและเวียดนาม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. เงาะที่ส่งออกจากมาเลเซียจะผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานอารักขาพืชของมาเลเซีย (NPPO) ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของ APHIS/USDA เพื่อรับรองว่าสินค้าทุกเที่ยวสินค้าปลอดจากเชื้อรา Oidium nephelii

2. เงาะที่ส่งออกมาจากทั้งสองประเทศดังกล่าว จะต้องถูกบำบัดโดยก! ารฉายรังสีที่ระดับปริมาณรังสีขั้นต่ำ 400 Gy ดังนี้

2.1 หากการฉายรังสีกระทำนอกสหรัฐฯ เงาะที่ส่งออกจากประเทศทั้งสองต้องเข้าร่วมโครงการตรวจรับรองล่วงหน้า (Preclearance program) เพื่อให้มีการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่จาก APHIS ในประเทศที่ส่งออก และออกใบรับรองด้านสุขอนามัย (PC) โดยองค์กรอารักขาพืช (NPPO) ของประเทศส่งออกนั้นๆ เพื่อยืนยันขั้นตอนการผ่านการฉายรังสี สำหรับมาเลเซียต้องมีการระบุคำยืนยันว่า ปลอดจากเชื้อรา Oidium nephelii

2.2 หากบำบัดด้วยวิธีการฉายรังสีที่ปลายทาง ณ นำเข้า ของสหรัฐฯ เงาะที่ส่งออกจากมาเลเซียจะต้องได้รับการตรวจรับรองจากเจ้าหน้าที่อารักขาพืชจากมาเลเซียก่อนส่งออก และใบรับรองด้านสุขอนามัยพืช (PC) ระบุคำยืนยันว่า ปลอดจากเชื้อรา Oidium nephelii

&nbs! p; ! 3 . เงาะได้รับอนุญาตการนำเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น

ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2554





ที่มา : มกอช.

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิวซีแลนด์ออกร่างข้อกำหนดมะม่วงสดนำเข้าจากอินเดีย

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 นิวซีแลนด์ได้แจ้งเวียนประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้ามะม่วงสดจากอินเดีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2554 โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญดังต่อไปนี้

• มะม่วงที่จะส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ต้องผ่านมาตรฐานสุขอนามัยพืชตาม The Import
Health Standard 152.02 (IHIS 152.02 Importation and Clearance of Fresh Fruit and Vegetables into New Zealand)

! ; • ไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อราและแบคทีเรียซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยตาเปล่าก่อนส่งมะม่วงสดมายังนิวซีแลนด์

• มะม่วงสดต้องมาจากสวนที่มีมาตรฐานการเพาะปลูก การควบคุมศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว และ การบรรจุหีบห่อ ระหว่างการเก็บเกี่ยว ถ้ามะม่วงถูกรบกวนจากศัตรูพืช ติดเชื้อ หรือเสียหายจะต้องคัดทิ้ง

• จัดการกับศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงในมะม่วงก่อนส่งออก เช่น แมลงวันผลไม้ โดยใช้ไอน้ำร้อนที่อุณหภูมิใจกลางผลไม้ไม่น้อยกว่า 48 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 20 นาที ซึ่งการใช้ความร้อนจากไอน้ำจะต้องปฏิบัติตาม the Official Assurance Programme ที่ได้ตกลงกับ Plant Protection Quarantine and Storage (PPQS) กรมเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการเกษตรอินเดียและ กระทรวงเกษตรและป่าไม้นิวซีแลนด์(MAF)

&nb! sp; ! ; & nbsp; • ต้องได้รับใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) ที่ออกให้โดยหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติ (NPPO) ของอินเดียก่อนส่งออกมายังนิวซีแลนด์

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


http://www.biosecurity.govt.nz/files/biosec/consult/draft_ihs_mango_india.pdf




ที่มา : มกอช.

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ซาอุฯ ไฟแดงนำเข้าผักกระป๋องและสลัดจากยุโรป

หลังจากกระทรวงเกษตรซาอุดิอาระเบียประกาศระงับการนำเข้าผักสดจากยุโรปชั่วคราว ล่าสุดองค์การอาหารและยาซาอุดิอาระเบีย (SFDA) ได้ระงับการนำเข้าผักกระป๋องและสลัดจากยุโรปเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่สั่งการให้ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ตามจุดเข้าประเทศทุกจุดให้คอยสังเกตและป้องกันการเข้ามาของสินค้าที่ถูกระงับการนำเข้า ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการเข้ามาของสินค้าปนเปื้อนเชื้อ E.coli และมีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธที่ 8 มิถุนายน 2554 รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกล่าวว่าการระงับจะมีผลจนกว่าจะทราบสาเหตุของการแพร่ระบาดที่แน่ชัด



ที่มา : Gulfnews

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คาดปี 54 จีนนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเกษตรคาดการณ์ว่าปี 2554 จีนจะนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นหลายเท่า เนื่องจากภาคชนบทมีรายได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้การบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มสูงขึ้น โดยข้าวโพดเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารสุกร ซึ่งปีนี้จำนวนประชากรสุกรเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงฟื้นฟู หลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดโรคปากเท้าเปื่อยและไข้หวัดสุกรเมื่อปี 2553 ที่ต้องกำจัดสัตว์จำนวนมาก เป็นไปได้ว่าจำนวนประชากรสุกรอาจเพิ่มขึ้น 1% จาก 453 ล้านตัว ในปี 2553

ในปี 2553 จีนนำเข้าข้าวโพด 1.6 ล้านตัน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 15 ปี และมากกว่าปี 2552 ถึง 17 เท่า ในขณะที! ่ปี 2554 นี้ จีนนำเข้าข้าวโพดแล้วมากกว่า 1 ล้านตันภายในห้าเดือนแรก





ที่มา : All about feed

จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ พักนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากไต้หวัน

ทางการจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ พร้อมใจกันประกาศระงับพักการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารปนเปื้อนสารไดเอทิลเฮกซิลพทาเลต (DEHP) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ผลิตโดยบริษัทไต้หวัน 10 ราย ขณะที่ ไต้หวันรับรองร่างกฎหมายการเพิ่มโทษปรับสูงสุด 33 เท่า แก่ผู้ผลิตที่ใช้สาร DEHP

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 คณะรัฐมนตรีไต้หวัน ได้รับรองร่างกฎหมายการเพิ่มโทษปรับสูงสุด 33 เท่า แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้สาร DEHP ในการผลิตสินค้า โดยจะถูกปรับเป็นเงินจำ! นวน 10 ล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 300,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังอาจได้รับการตัดสินโทษจำคุก 5 ปี ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภา ซึ่งจะผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการก่อนวันที่ 14 มิถุนายน 2554

เว็บไซต์สำนักงานตรวจสอบคุณภาพจีนเปิดเผย รายชื่อสินค้าต้องห้ามจากไต้หวัน 19 ชนิด ซึ่งปนเปื้อนสาร DEHP (Diethyhexylpthalate) ได้แก่ เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำผลไม้ ชา เยลลี่ผลไม้ และแป้งดัดแปลงที่ใช้เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เป็นต้น หลังจากที่มีข่าวสินค้าไต้หวันปนเปื้อนสาร DEHP ทางการฟิลิปปินส์และฮ่องกง ได้จำกัดการนำเข้าและการจำหน่ายสินค้าจากไต้หวัน ขณะที่สำนักงาน อย. เกาหลีใต้ ได้สั่งการห้ามนำเข้าสินค้าจากไต้หวันแล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 3! 1 พฤษภาค ม 2554 ฮ่องกงได้สั่งห้ามนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องดื่มจากไต้หวัน และในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ได้เรียกคืนยาแก้ปวดท้อง Well Tab หลังจากตรวจพบสาร DEHP นอกจากนี้ ยังเรียกคืนสินค้าอีก 5 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็น สินค้าประเภทวิตามินชนิดเม็ด ที่ผลิตโดยบริษัทท้องถิ่นที่ใช้ตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบจากไต้หวัน

ขณะที่ สำนักงานอาหารและยาฟิลิปปินส์ ได้สั่งการเรียกคืนสินค้านำเข้าจากไต้หวัน ราว 300 ชนิด พร้อมทั้งประกาศแจ้งต่อสาธารณะว่า ห้ามบริโภคสินค้าดังกล่าว และสั่งห้ามจำหน่ายสินค้าเหล่านั้น หลังจากทราบว่า สาร DEHP อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ในสัปดาห์นี้ ไต้หวันได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอาหารทั่วประเทศ เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารDEHP หรือ สารพลาสติไซเซอร์ตัวอื่นๆ และได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่! มเกลือแร่และน้ำผลไม้ ที่พบว่ามีส่วนประกอบของสารอันตราย DEHP มากกว่า 460,000 ขวด

ไต้หวันได้ตรวจพบผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนสาร DEHP มากกว่า 506 ชนิด และได้จับกุมเจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ใช้สาร DEHP โดยเจ้าของบริษัทดังกล่าวจะถูกจำคุก 6 เดือน นอกจากนี้ได้กำหนดบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับผู้ที่จำหน่ายสินค้าปนเปื้อนสารดังกล่าว โดยจะปรับเพิ่มสูงสุดอีก 33 เท่า

ทั้งนี้ DEHP เป็นสารพลาสติไซเซอร์ที่ทำให้พลาสติกอ่อนตัว ใช้ผสมในโพลิเมอร์หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกพีวีซีบรรจุอาหาร อีกทั้งใช้ผสมในอาหารได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติทำให้สารละลายไม่ตกตะกอน เครื่องดื่มจะดูเข้มข้นเสมอกันตลอดขวด นอกจากสาร DEHP แล้ว ก็ยังมีอาทิ DNOP, BBP, DBP, DINP, DIDP ตามกฎระเบียบของสำนักงาน อย.ไ! ต้หวันระบุว่า ปริมาณสาร DEHP ในผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือของเล่นเด็ก! ห้ามเกิ น 1.5 ppm และห้ามใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะการบริโภคสารดังกล่าวเป็นเวลานานจะทำลายตับและไต ระบบสืบพันธุ์ ไปถึงขึ้นเป็นมะเร็ง

อนึ่ง ไต้หวันเผชิญวิกฤตความปลอดภัยอาหารครั้งใหญ่จากการตรวจสอบคุณภาพอาหารทั่วประเทศ ที่เผยออกมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 โดยเจ้าหน้าที่พบสาร DEHP ปนเปื้อนในคลาวดิ่ง (Clouding agent) ที่ผสมในเครื่องดื่มเกลือแร่ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเครื่องดื่มน้ำผลไม้บางกลุ่มก็พบพลาสติไซเซอร์ตัวอื่นๆปนเปื้อนด้วยได้แก่ DNOP, BBP, DBP, DINP, DIDP

สำหรับคลาวดิ่ง กฎหมายให้การรับรองเป็นสารปรุงแต่งอาหาร คลาวดิ่งเป็นเคมีอาหารชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความขุ่นให้กับเครื่องดื่ม , ทำให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะดีขึ้น น่าบริโภคมากขึ้น ผู้ผลิตจึงมักใช้ในน้ำผลไม้ ,เยลลี่ผลไม้, ส่วน! ผสมของผงโยเกิร์ต และเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ




ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัสเซียไฟแดงนำเข้าผักสดจาก EU หวั่น E. coli

รัสเซียห้ามการนำเข้าผักสดทุกชนิดจากสหภาพยุโรปเนื่องจากเหตุการณ์เชื้อ E. coli ระบาดในเยอรมนี โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของรัสเซียกล่าวว่า จะมีการยึดผักที่ผลิตในยุโรปซึ่งมีวางจำหน่ายทั่วรัสเซีย

นาย Gennady Onishchenko หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคประกาศการขยายการห้ามนำเข้าผักสดเพิ่มเป็นทั่วทั้งสหภาพยุโรป ซึ่งก่อนหน้านั้น รัสเซียได้ห้ามเฉพาะการนำเข้าฝักสดจากสเปนและเยอรมนี และเจ้าหน้าที่ภาษีศุลกากรรัสเซียได้รับคำสั่งให้หยุดการนำเข้าผักจากสหภาพยุโรป

&nb! sp; นาย Frederic Vincent โฆษกคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปเห็นว่าการที่รัสเซียห้ามนำเข้าผักจากยุโรปเป็นการกระทำที่มากเกินไปและจะทำให้เกิดการประท้วง และเพิ่มเติมว่า มูลค่าการส่งออกผักสดจากสหภาพยุโปรไปยังรัสเซียอยู่ที่ 600 ล้านยูโร ต่อปี ซึ่งคิดเป็น 25 % ของการส่งออกทั้งหมด โดยประเทศสเปน ฝรั่งเศส เยอรมนี และโปแลนด์ เป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเชื้อแบคทีเรีย E.coli ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคระบาดครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ และแตงกวาที่ติดเชื้อโรคดังกล่าวเป็นสาเหตุของการระบาดไม่น่าจะเป็นจริง ประกอบกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเยอรมนีสารภาพว่าไม่ทราบว่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคมาจากแหล่งใด





ที่มา : BBC News

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แคนาดาเตือน น้ำผลไม้นำเข้าจากใต้หวันอาจปนเปื้อน Phthalates

หน่วยงานตรวจสอบอาหารแคนาดา (CFIA) ออกมาเตือนประชาชนเรื่องน้ำผลไม้และเครื่องดื่มบางชนิดซึ่งนำเข้าจากไต้หวันอาจปนเปื้อนสาร Di-Ethyl Hexyl Phthalate (DEHP)
โดยการเรียกคืนน้ำผลไม้นำเข้าซึ่งถูกกระจายสินค้าไปในรัฐ British Columbia และ Ontario เกิดขึ้นหลังจากการพบสารปนเปื้อนดังกล่าว

CFIA กล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแคนาดา พันธมิตรด้านความปลอดภัยอาหารสากลและผู้นำเข้าเพื่อตรวจหาอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆที่ปนเปื้อนซึ่งอาจจะมีอยู่ในตลาดของแคนาดา โดยจะเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารดังกล่าวและประกาศรายชื่อลงบนหน้าเวปไซต์ของ CFIA

ทั้งนี้ อันตรายของสาร phthalates ที่มีต่อสุขภาพจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับสารนั้นติดต่อกันเป็นเวลานาน จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระดับของ DEHP อยู่ในอาหารซึ่งถูกเรียกคืนในไต้หวันนั้นไม่มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลันแต่อย่างใด



ที่มา : Food Safety News

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สธ. ปลดล็อก 5 จว. นำเข้าอาหารญี่ปุ่น

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมปรับลดจำนวนจังหวัดที่ต้องมีการควบคุมอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี หรืออาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น หลังเกิดสึนามิในพื้นที่เสี่ยงจากเดิม 12 จังหวัด เหลือเพียง 7 จังหวัดที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง คือ จังหวัดฟุกูชิมะ กุนมะ อิบารากิ โตชิกิ มิยางิ โตเกียว และ ชิบะ และให้เพิ่มจังหวัด คานากาวะ รวมเป็น 8 จังหวัด ซึ่งจะเร่งออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน


ส่วนอาหารที่ต้องคุมเข้มเป็นพิเศษ คือ อาหารทะเล พืชผัก และผลไม้ โดยอาหารนำเข้าเหล่านี้ ต้องมีใบแสดงแหล่งกำเนิด ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเมื่อมีการนำเข้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะทำการตรวจซ้ำก่อนให้นำออกจำหน่ายหรือรับประทานในประเทศ ขณะที่ผลการตรวจอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา 323 รายการ ไม่พบการปนเปื้อน 322 รายการ



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฟิจิเฮ! อียูไฟเขียวนำเข้าปลา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟิจิส่งออกปลาแช่แข็งไปสหภาพยุโรปเป็นรอบการส่งออกแรกหลังจากถูกระงับเป็นเวลา 3 ปี โดยส่งออกปลาทูนาครีบยาวแช่แข็ง (albacore tuna) โดยมีบริษัทฟิจิ 2 แห่งที่ได้จดทะเบียนส่งออกปลาไปยังสหภาพยุโรป




ที่มา : FIS