เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 หน่วยบริการตรวจสอบและความปลอดภัยอาหารสหรัฐฯ (FSIS) เปิดเผยว่า บริษัท Pilgrim’s Pride Corporation รัฐเท็กซัส ได้ประกาศเรียกคืนนักเก็ตไก่เพิ่มเติม 7,072 ปอนด์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจปนเปื้อนเชื้อ Listeria monocytogenes หลังจากเรียกคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นจำนวน 11,240 ปอนด์
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตจากสถานประกอบการเลขที่ P-7091A ในวันที่ 2 มิถุนายน 2554 และจำหน่ายไปยังร้านค้าปลีกในรัฐต่างๆ ได้! แก่ Alabama, Florida, Georgia, Indiana, Kentucky, Ohio, Tennessee, Virginia และ West Virginia
ที่มา : FSIS
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สเปนไฟเขียวติดฉลาก “Meat, Energy”
Cecilia Ruiz ผู้จัดการของคณะกรรมาธิการอาหารไอร์แลนด์ (Bord Bia) สาขาประจำสเปนกล่าวว่า ด้วยแนวคิดริเริ่มของกรรมาธิการเนื้อสัตว์ AECOC ทำให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ในสเปนเตรียมสร้างสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อกระตุ้นคนสเปนให้บริโภคเนื้อสัตว์ โดยจะใช้สโลแกน “Meat, Natural Energy” (เนื้อสัตว์คือแหล่งพลังงานจากธรรมชาติ)
Juan Carlos San José ประธานคณะกรรมธิการของสมาคมเนื้อสัตว์ AECOC เปิดเผยว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการหารือที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อหาวิธีการสื่อคุณค่าของเนื้อสัตว์ที่ถูกต้อง! และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเนื้อสัตว์
แม้ว่าคนสเปนจะตระหนักถึงคุณค่าโภชนาการและประโยชน์ของเนื้อสัตว์ แต่ผลสำรวจจาก Focus Group ล่าสุดที่สำรวจโดย Bord Bia แสดงให้เห็นว่า คนกลัวการบริโภคอาหารประกอบกับความเชื่อว่าเนื้อมีไขมันสูงทำให้หันมาบริโภคปลาและผักมากขึ้นเนื่องจากตลอดมารัฐบาลสเปนให้เงินสนับสนุนในการณรงค์และการให้คำแนะนำในด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นการรับประทานอาหารเมดิเตอเรเนียน ซึ่งส่งเสริมการบริโภคผักและอาหารทะเลมากกว่าเนื้อสัตว์
ทั้งนี้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ในสเปนสามารถแสดงฉลากดังกล่าวในถาดจำหน่ายอาหาร วัสดุบรรจุอาหารหรือส่งเสริมขายมอาหารได้
ที่มา : The Meat Site
Juan Carlos San José ประธานคณะกรรมธิการของสมาคมเนื้อสัตว์ AECOC เปิดเผยว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการหารือที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อหาวิธีการสื่อคุณค่าของเนื้อสัตว์ที่ถูกต้อง! และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเนื้อสัตว์
แม้ว่าคนสเปนจะตระหนักถึงคุณค่าโภชนาการและประโยชน์ของเนื้อสัตว์ แต่ผลสำรวจจาก Focus Group ล่าสุดที่สำรวจโดย Bord Bia แสดงให้เห็นว่า คนกลัวการบริโภคอาหารประกอบกับความเชื่อว่าเนื้อมีไขมันสูงทำให้หันมาบริโภคปลาและผักมากขึ้นเนื่องจากตลอดมารัฐบาลสเปนให้เงินสนับสนุนในการณรงค์และการให้คำแนะนำในด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นการรับประทานอาหารเมดิเตอเรเนียน ซึ่งส่งเสริมการบริโภคผักและอาหารทะเลมากกว่าเนื้อสัตว์
ทั้งนี้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ในสเปนสามารถแสดงฉลากดังกล่าวในถาดจำหน่ายอาหาร วัสดุบรรจุอาหารหรือส่งเสริมขายมอาหารได้
ที่มา : The Meat Site
เมืองผู้ดีประกาศให้ผู้บริโภคทำตามคำแนะนำในการบริโภคถั่วงอก
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 หน่วยงานมาตรฐานอาหารสหราชอาณาจักร (FSA) ประกาศว่า สามารถรับประทานถั่วงอกดิบจากเมล็ดฟีนูกรีกได้แล้ว ในกรณีที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวระบุว่าพร้อมรับประทานหรือพร้อมล้าง
ก่อนหน้านี้ FSA ได้ห้ามผู้บริโภครับประทานถั่วงอกจากเมล็ดฟีนูกรีกและระงับการนำเข้าเมล็ดพืชดังกล่าวจากอียิปต์จนกระทั่งถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 หลังจากที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารสหภาพยุโรป (EFSA) ประกาศว่าเมล็ดฟีนูกรีกนำเข้าจากอียิปต์น่าจะเป็นสาเหตุของการระบาดของเชื้อE.coli O104:! H4 ในเยอรมนี และฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม FSA เน้นย้ำว่า สำหรับต้นถั่วงอกเพาะจากเมล็ดพืชชนิดอื่นๆ จะต้องปรุงให้สุกดีจนร้อนก่อนรับประทาน ถ้าฉลากไม่ได้ระบุไว้ว่า พร้อมรับประทานหรือพร้อมล้าง
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังกระตุ้นให้บริษัทรับจัดเลี้ยงอาหารซื้อถั่วงอกจากผู้ผลิตที่ได้การยอมรับด้านความปลอดภัยอาหารและมีระบบการควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้
FSA ระบุว่าได้เปลี่ยนแปลงคำแนะนำหลังจากมีการพิสูจน์ว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีเมล็ดฟีนูกรีกปนเปื้อนเชื้อดังกล่าวมีวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักร และเพิ่มเติมว่า จนถึงปัจจุบัน ไม่มีรายงานอาหารเป็นพิษซึ่งเกิดจากเชื้อ E.coli ในสหราชอาณาจักรที่มีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของเชื้อ E.coli ในฝรั่งเศส เนื่องจากบริษัทแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ซื้อเมล็ดฟีนูกรีกที่ได้ร! ับผลกระทบผ่านทางผู้นำเข้าเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามผลการตรวจพบว่า! เมล็ดฟีน ูกรีกดังกล่าวไม่มีการปนเปื้อนเชื้อ E.coli
ที่มา : Food Quality News
ก่อนหน้านี้ FSA ได้ห้ามผู้บริโภครับประทานถั่วงอกจากเมล็ดฟีนูกรีกและระงับการนำเข้าเมล็ดพืชดังกล่าวจากอียิปต์จนกระทั่งถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 หลังจากที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารสหภาพยุโรป (EFSA) ประกาศว่าเมล็ดฟีนูกรีกนำเข้าจากอียิปต์น่าจะเป็นสาเหตุของการระบาดของเชื้อE.coli O104:! H4 ในเยอรมนี และฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม FSA เน้นย้ำว่า สำหรับต้นถั่วงอกเพาะจากเมล็ดพืชชนิดอื่นๆ จะต้องปรุงให้สุกดีจนร้อนก่อนรับประทาน ถ้าฉลากไม่ได้ระบุไว้ว่า พร้อมรับประทานหรือพร้อมล้าง
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังกระตุ้นให้บริษัทรับจัดเลี้ยงอาหารซื้อถั่วงอกจากผู้ผลิตที่ได้การยอมรับด้านความปลอดภัยอาหารและมีระบบการควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้
FSA ระบุว่าได้เปลี่ยนแปลงคำแนะนำหลังจากมีการพิสูจน์ว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีเมล็ดฟีนูกรีกปนเปื้อนเชื้อดังกล่าวมีวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักร และเพิ่มเติมว่า จนถึงปัจจุบัน ไม่มีรายงานอาหารเป็นพิษซึ่งเกิดจากเชื้อ E.coli ในสหราชอาณาจักรที่มีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของเชื้อ E.coli ในฝรั่งเศส เนื่องจากบริษัทแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ซื้อเมล็ดฟีนูกรีกที่ได้ร! ับผลกระทบผ่านทางผู้นำเข้าเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามผลการตรวจพบว่า! เมล็ดฟีน ูกรีกดังกล่าวไม่มีการปนเปื้อนเชื้อ E.coli
ที่มา : Food Quality News
มะกันเรียกคืนมะละกอเม็กซิโก หวั่นปนเปื้อนซัลโมเนลลา
บริษัท A Texas food distributor เรียกคืนมะละกอที่ปลูกที่เม็กซิโก หลังจากตรวจพบว่าอาจเป็นต้นเหตุของการระบาดของเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้มีผู้ป่วยเป็นจำนวน 97 ราย จาก 23 รัฐในสหรัฐเมริกา
มะละกอที่เรียกคืนนั้น วางจำหน่ายก่อนวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 โดยมียี่ห้อดังต่อไปนี้ Blondie, Mañanita, Tastylicious และ Yaya อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และมีผู้ป่วยอาการหนักต้องอยู่โรงพยาบาลเพียง 10 ราย เชื้อซัลโมเนลลาทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เด็กทารกและคนชราจะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยสูง โดยมีผู้ป่วย! 41% เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และ USFDA กำลังอยู่ระหว่างสืบสวนหาสาเหตุการระบาด USFDA เปิดเผยว่า เริ่มมีผู้ป่วยตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 โดยจากการสัมภาษณ์พบว่า มีผู้ป่วยบริโภคมะละกอเพียง 57% สายพันธุ์เชื้อที่พบในมะละกอคือ Salmonella Agona ในบริษัทแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่ McAllen, Texas และที่ชายแดนสหรัฐฯ เส้นทางที่จะไป Texas ซึ่งมะละกอจากเม็กซิโก 10 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อ Salmonella แต่เป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดการระบาดอยู่ในขณะนี้
อนึ่ง ในปี 2554 มะละกอไม่ใช่สินค้าชนิดแรกที่มีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ในสหรัฐฯ โดยเมื่อต้นปี 54 แคนตาลูบจากกัวเตมาลาปนเปื้อนเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้มีผู้ป่วย 20 ราย และเมื่อเดือนเมษายนถึงกรกฏาคม 54 พืช alfalfa sprouts และ spicy sprouts ปนเปื้อนซัลโมเนลลาก็ทำให้มีผู้ป่วย 25 ราย ก็ยังไม่เทียบเท่ากับเมื่อปี 53 ที่มีผู้ป่วยจ! ากเชื้อซัลโมเนลลาปนเปื้อนในไข่ไก่ เกือบ 2,000 ราย
ที่มา : Los Angeles Times
มะละกอที่เรียกคืนนั้น วางจำหน่ายก่อนวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 โดยมียี่ห้อดังต่อไปนี้ Blondie, Mañanita, Tastylicious และ Yaya อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และมีผู้ป่วยอาการหนักต้องอยู่โรงพยาบาลเพียง 10 ราย เชื้อซัลโมเนลลาทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เด็กทารกและคนชราจะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยสูง โดยมีผู้ป่วย! 41% เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และ USFDA กำลังอยู่ระหว่างสืบสวนหาสาเหตุการระบาด USFDA เปิดเผยว่า เริ่มมีผู้ป่วยตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 โดยจากการสัมภาษณ์พบว่า มีผู้ป่วยบริโภคมะละกอเพียง 57% สายพันธุ์เชื้อที่พบในมะละกอคือ Salmonella Agona ในบริษัทแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่ McAllen, Texas และที่ชายแดนสหรัฐฯ เส้นทางที่จะไป Texas ซึ่งมะละกอจากเม็กซิโก 10 ตัวอย่าง ตรวจพบเชื้อ Salmonella แต่เป็นคนละสายพันธุ์กับที่เกิดการระบาดอยู่ในขณะนี้
อนึ่ง ในปี 2554 มะละกอไม่ใช่สินค้าชนิดแรกที่มีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ในสหรัฐฯ โดยเมื่อต้นปี 54 แคนตาลูบจากกัวเตมาลาปนเปื้อนเชื้อซัลโมเนลลา ทำให้มีผู้ป่วย 20 ราย และเมื่อเดือนเมษายนถึงกรกฏาคม 54 พืช alfalfa sprouts และ spicy sprouts ปนเปื้อนซัลโมเนลลาก็ทำให้มีผู้ป่วย 25 ราย ก็ยังไม่เทียบเท่ากับเมื่อปี 53 ที่มีผู้ป่วยจ! ากเชื้อซัลโมเนลลาปนเปื้อนในไข่ไก่ เกือบ 2,000 ราย
ที่มา : Los Angeles Times
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เวียดนาม,ส่งออก,พริกไทย,พุ่ง,ดอลลาร์,สหรัฐ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 สมาคมพริกไทยเวียดนามรายงานว่าใน 7 เดือนแรกของปี 2554 เวียดนามส่งออกพริกไทยถึง 78,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับมูลค่าการส่งออกพริกไทยของปี 2553 ทั้งปี
สหรัฐอเมริกาและเยอรมนีเป็นผู้นำเข้าพริกไทยจากเวียดนามรายใหญ่ที่สุด ลำดับถัดมาคือเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์
ข้อมูลจากสมาคมพริกไทยเวียดนามระบุว่า เวียดนามกำลังจะเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวพริกไทยประจำปีนี้ซึ่งคาด! ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 100,000-110,000 ล้านตัน หรือเท่ากับปริมาณผลผลิตพริกไทยของปี 2553 คาดการณ์ว่าราคาพริกไทยส่งออก ณ ปัจจุบัน จนกระทั่งต้นปี 2555 จะยังคงมีราคาสูงเนื่องจากผู้ผลิตพริกไทยรายใหญ่ เช่น เวียดนาม บราซิลและ อินโดนีเซีย ไม่สามารถผลิตพริกไทยได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก
กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามคาดการณ์ว่า ในปี 2554 เวียดนามจะมีรายได้จากการส่งออกพริกไทยกว่า 766 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ารายได้จากการส่งออกพริกไทยในปี 2553 ประมาณ 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : Xinhua News
สหรัฐอเมริกาและเยอรมนีเป็นผู้นำเข้าพริกไทยจากเวียดนามรายใหญ่ที่สุด ลำดับถัดมาคือเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์
ข้อมูลจากสมาคมพริกไทยเวียดนามระบุว่า เวียดนามกำลังจะเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวพริกไทยประจำปีนี้ซึ่งคาด! ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 100,000-110,000 ล้านตัน หรือเท่ากับปริมาณผลผลิตพริกไทยของปี 2553 คาดการณ์ว่าราคาพริกไทยส่งออก ณ ปัจจุบัน จนกระทั่งต้นปี 2555 จะยังคงมีราคาสูงเนื่องจากผู้ผลิตพริกไทยรายใหญ่ เช่น เวียดนาม บราซิลและ อินโดนีเซีย ไม่สามารถผลิตพริกไทยได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก
กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามคาดการณ์ว่า ในปี 2554 เวียดนามจะมีรายได้จากการส่งออกพริกไทยกว่า 766 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ารายได้จากการส่งออกพริกไทยในปี 2553 ประมาณ 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : Xinhua News
พาสต้า-เส้นหมี่ ข้าวกล้อง สร้างมูลค่าเกษตรอินทรีย์
ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย และในหลายประเทศ ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวเปลือกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในขณะที่เรามีวัตถุดิบอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่เคยนำมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าแต่อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อสร้างมูลค่าและเป็นทางเลือกในการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ จึงมีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวเจ้ายี่ห้อ Family Tree
สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำเอาผลผลิตที่มาจากการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากข้าวเจ้าแล้วยังมีสินค้าข้าวอื่นๆ ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหอมม! ะลิชมพู และข้าวหอมนิล ส่วน พาสต้า มีพาสต้าข้าวกล้อง พาสต้าข้าวกล้องงอก พาสต้าผัก และพาสต้ารวม 3 in 1 สินค้าเส้นหมี่ มี เส้นหมี่ข้าวกล้อง เส้นหมี่ข้าวกล้องงอก เส้นหมี่ผัก และเส้นเล็กข้าวกล้อง รวมถึงผลิตภัณฑ์แป้งทำขนมจากข้าวกล้องชนิดต่าง ๆ
ส่วนแหล่งที่มาของข้าวทั้งหมด จะใช้แปลงเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเกษตรอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าวทุกชนิดของ Family Tree ได้จากการทำนาเกษตรอินทรีย์ปีละ 1 ครั้ง (นาปี) ในฤดูฝนเท่านั้น ไม่มีการฝืนธรรมชาติ โดยใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ และสารสกัดจากสมุนไพร
นางสาวนภาวรรณ ทรงประเสริฐกุล เจ้าของธุรกิจ กล่าวว่า พาสต้าจะทำจากแป้งสาลีเท่านั้น ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้แป้งสาลีทั้งแบบอาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก จึงคิดนวัตกรรมใหม่นำข้าวเจ้ามาผลิตพาสต้า ซึ่งทำยากมาก เพราะโค! รงสร้างแป้งไม่เหมือนกัน ใช้เวลาคิดค้นกว่า 1 ปี จนทำสำเร็จเป็นพ! าสต้าข้า วกล้องไม่ขัดขาวที่อุดมไปด้วยรำข้าวและจมูกข้าวที่มีประโยชน์กว่าพาสต้าจากแป้งสาลีที่มีแต่แป้งเพียงอย่างเดียว และทุกคนกินได้ไม่มีอาการแพ้ จึงเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้ และมีประโยชน์สูงต่อสุขภาพ
นางสาวนภาวรรณ กล่าวเสริมว่า ในส่วนข้าวกล้องของเรา เป็นข้าวที่มีความหอมมากและนุ่มเป็นพิเศษ ซึ่งได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องเทคนิคการเพาะปลูกจนมีความหอมมันและนุ่ม โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำ เพิ่มเวลา และไม่ต้องแช่ข้าวค้างคืนก่อนหุง นอกจากนั้นเราตระหนักถึงความสวยงามและสบายตาของผู้บริโภค จึงได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูน่ารัก แบบเด็ก ๆ แตกต่างไปจากสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผลิตภัณฑ์
ที่มา : ASTV
สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำเอาผลผลิตที่มาจากการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากข้าวเจ้าแล้วยังมีสินค้าข้าวอื่นๆ ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหอมม! ะลิชมพู และข้าวหอมนิล ส่วน พาสต้า มีพาสต้าข้าวกล้อง พาสต้าข้าวกล้องงอก พาสต้าผัก และพาสต้ารวม 3 in 1 สินค้าเส้นหมี่ มี เส้นหมี่ข้าวกล้อง เส้นหมี่ข้าวกล้องงอก เส้นหมี่ผัก และเส้นเล็กข้าวกล้อง รวมถึงผลิตภัณฑ์แป้งทำขนมจากข้าวกล้องชนิดต่าง ๆ
ส่วนแหล่งที่มาของข้าวทั้งหมด จะใช้แปลงเพาะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเกษตรอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าวทุกชนิดของ Family Tree ได้จากการทำนาเกษตรอินทรีย์ปีละ 1 ครั้ง (นาปี) ในฤดูฝนเท่านั้น ไม่มีการฝืนธรรมชาติ โดยใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ และสารสกัดจากสมุนไพร
นางสาวนภาวรรณ ทรงประเสริฐกุล เจ้าของธุรกิจ กล่าวว่า พาสต้าจะทำจากแป้งสาลีเท่านั้น ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้แป้งสาลีทั้งแบบอาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก จึงคิดนวัตกรรมใหม่นำข้าวเจ้ามาผลิตพาสต้า ซึ่งทำยากมาก เพราะโค! รงสร้างแป้งไม่เหมือนกัน ใช้เวลาคิดค้นกว่า 1 ปี จนทำสำเร็จเป็นพ! าสต้าข้า วกล้องไม่ขัดขาวที่อุดมไปด้วยรำข้าวและจมูกข้าวที่มีประโยชน์กว่าพาสต้าจากแป้งสาลีที่มีแต่แป้งเพียงอย่างเดียว และทุกคนกินได้ไม่มีอาการแพ้ จึงเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้ และมีประโยชน์สูงต่อสุขภาพ
นางสาวนภาวรรณ กล่าวเสริมว่า ในส่วนข้าวกล้องของเรา เป็นข้าวที่มีความหอมมากและนุ่มเป็นพิเศษ ซึ่งได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องเทคนิคการเพาะปลูกจนมีความหอมมันและนุ่ม โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำ เพิ่มเวลา และไม่ต้องแช่ข้าวค้างคืนก่อนหุง นอกจากนั้นเราตระหนักถึงความสวยงามและสบายตาของผู้บริโภค จึงได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูน่ารัก แบบเด็ก ๆ แตกต่างไปจากสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผลิตภัณฑ์
ที่มา : ASTV
ครึ่งแรกปี 2554 ยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรพุ่ง 300,000 ตัน
ข้อมูลสถิติจากกรมศุลกากรนครคุนหมิงระบุว่าช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มณฑลยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศรวมทั้งหมด 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 17 % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของมณฑลยูนนานในช่วงครึ่งแรกของปี 2554) เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 12.2 % และ 21% ตามลำดับ
ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของมณฑลยูนนานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
&! nbsp; 1) ใบยาสูบ มีมูลค่าการส่งออก 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 12.4%
2) กาแฟ มีมูลค่าการส่งออก 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 46%
3) เห็ด มีมูลค่าการส่งออก 25.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 22.2%
4) ดอกไม้ มีมูลค่าการส่งออก 15.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.3%
5) ใบชา มีมูลค่าการส่งออก 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.4%
&n! bsp; นอกจากนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี! 2554 มณ ฑลยูนนานมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจำนวน 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 34.2% และ 14.2% ตามลำดับ
ทั้งนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 มณฑลยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรไปยังไทยโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง – กรุงเทพฯ เป็นมูลค่า 46.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 26.5% ขณะที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง - ด่านเหอโข่วเท่ากับ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 80.7% ซึ่งแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังเวียดนามจำนวน 61.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 74.2%
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง
ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของมณฑลยูนนานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
&! nbsp; 1) ใบยาสูบ มีมูลค่าการส่งออก 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 12.4%
2) กาแฟ มีมูลค่าการส่งออก 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 46%
3) เห็ด มีมูลค่าการส่งออก 25.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 22.2%
4) ดอกไม้ มีมูลค่าการส่งออก 15.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.3%
5) ใบชา มีมูลค่าการส่งออก 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 13.4%
&n! bsp; นอกจากนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี! 2554 มณ ฑลยูนนานมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจำนวน 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 34.2% และ 14.2% ตามลำดับ
ทั้งนี้ ช่วงครึ่งแรกของปี 2554 มณฑลยูนนานส่งออกสินค้าเกษตรไปยังไทยโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง – กรุงเทพฯ เป็นมูลค่า 46.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 26.5% ขณะที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง - ด่านเหอโข่วเท่ากับ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 80.7% ซึ่งแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังเวียดนามจำนวน 61.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2553 74.2%
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)