หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

มะกันเรียกคืนแซลมอนรมควัน เหตุปนเปื้อนเชื้อ Listeria

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 บริษัท Wood Provisions ได้เรียกคืนแซลมอนรมควันกว่า 160 แพ็ค หรือประมาณ 40 ปอนด์ หลังพบปนเปื้อนเชื้อ Listeria monocytogenes

บริษัทดังกล่าวระบุว่า ได้พบเชื้อนี้ปนเปื้อนในแซลมอนรมควันระหว่างการตรวจเช็คประจำวัน ซึ่งดำเนินการโดยกรมคุ้มครองผู้บริโภค โดยแซลมอนที่ถูกเรียกคืนบรรจุในถุงพลาสติกขนาด 4 ออนซ์ มีหมายเลยล็อต 1459/2 รหัส UPC 737094000370 และระบุวันที่ผลิตเมื่อ 15 มกราคม 2553 แซลมอนรมควันนี้ได้ถูกจำหน่ายในร้านค้าใน Arkansas, Florida, Georgia, Illinois, Kentucky, Maryland, North Carolina, Ohio และTennessee.

&! nbsp; ทั้งนี้ยังไม่มีการรายงานการล้มป่วยจากการบริโภคแวลมอนรมควันปนเปื้อนเชื้อนี้



ที่มา : Food Safety News (26/04/54)

ยูนนานเร่งส่งออกผักสดไปญี่ปุ่น หลังเกิดการขาดแคลน

หลังจากที่ญี่ปุ่นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเกิดการรั่วไหลเมื่อต้นมีนาคม 2554 ส่งผลให้ผักสดที่ผลิตในญี่ปุ่นมีปริมาณรังสีเกินกว่ามาตรฐานกำหนด จนขณะนี้ญี่ปุ่นเกิดภาวะการขาดแคลนผักสดในตลาด ทำให้ต้องนำเข้าผักสดจากต่างประเทศ

กรมพาณิชย์มณฑลยูนนานระบุว่า ทางกรมฯ ได้ออกมาตรการกระตุ้นการส่งออกผักสดไปยังญี่ปุ่น โดยได้เร่งส่งออกเห็ดซงหรง ผักสด และสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องไปยังญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานเกษตรกรรม และหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพและกักกันโรค เพื่อเร่งก่อสร้างฐานสินค้าเกษตรในมณฑลยูนนาน รวมถึงช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการบุกเ! บิกตลาดสากล และขยายการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2553 มณฑลยูนานได้ส่งออกพืชผักไปยังญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่ารวม 65.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมณฑลยูนนานส่งออกเห็ดป่าคิดเป็นร้อยละ 85 ของปริมาณการส่งออกพืชผักไปยังญี่ปุ่นทั้งหมด และที่เหลืออีกร้อยละ 15 เป็นการส่งออกพืชผักประเภทอื่น ๆ ซึ่งมีผักอบแห้งและถั่วแขกแห้งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ


ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง(25/04/54)

ญี่ปุ่นงดขนส่งเห็ดหอมชั่วคราว หลังพบรังสีปนเปื้อน

กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น จะกำหนดระดับสารกัมมันตรังสีที่อนุญาตให้มีได้ในอาหาร ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ จำแนกตามพื้นที่ของแต่ละจังหวัด (เดิมจำแนกเป็นรายจังหวัด) ซึ่งจะช่วยจำกัดพื้นที่ห้ามการขนส่งให้มีขนาดเล็กลง ตามที่รัฐบาลท้องถิ่นแจ้งขอมา

สำนักงาน NHK รายงานเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ว่า รัฐบาลประจำจังหวัดฟุกุชิมะ ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกเห็ดหอม (Shiitake) จำนวน 23 รายในเมืองอิวากิ ระงับการขนส่งเห็ดหอมตามความสมัครใจ หลังตรวจพบสารไอโอดีนปนเปื้อน 3,100 เบคเคอเ! รลต่อกิโลกรัม (ระดับที่ทางการกำหนด 2,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม) และสารซีเซียม 890 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม (ระดับที่ทางการกำหนด 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม) จำนวน 1 ตัวอย่าง นับเป็นครั้งแรกที่ตรวจพบกัมมันตรังสีในเห็ดสูงเกินกว่าระดับที่ทางการกำหนด



ที่มา : Thai Ceo Tokyo (21/04/54)

จับตา.. สวีเดนส่งสัญญาณเตรียมระงับการใช้ BPA เคลือบกระป๋อง

สวีเดนต้องการจะเป็นประเทศแรกที่ระงับการใช้ bisphenol A (BPA) ในสารเคลือบกระป๋องบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาครัฐที่ต้องการจะลดโอกาสในการสัมผัสสารดังกล่าว
ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริษัทแปรรูปอาหาร และบริษัทบรรจุภัณฑ์ของสวีเดน ซึ่งต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ก่อนปลายปี 54 ในการหาสารอื่นมาทดแทนสาร BPA หรือวางแผนร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบ

ผู้นำเข้าและผู้ผลิตจะปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้โดยอาจนำเข้าสารทดแทน BPA เพื่อวางจำหน่ายในท้องตลาด และนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร นอก! จากนี้ ยังต้องมีการประเมินผลกระทบเมื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร


ที่มา : Food Production Daily(25/04/54)

เยอรมนีเรียกคืนเส้น vermicelli ปนเปื้อน benzophenone เกินกำหนด

เยอรมนีเรียกคืนเส้น vermicelli แช่แข็งที่นำเข้าจากเบลเยี่ยมหลายร้อยกล่องจากท้องตลาดเนื่องจากพบสาร benzophenone ในเส้นดังกล่าวสูงถึง 1747 µg/kg ซึ่งเกินกว่าค่าที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึง 3 เท่าคือไม่เกิน 600 µg/kg ซึ่งสารดังกล่าวใช้ในหมึกพิมพ์ของบรรจุภัณฑ์อาหาร สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหารของเยอรมนี (BVL) ระบุว่ามีการเรียกคืนสินค้าดังกล่าวบางส่วนที่ปนเปื้อนกว่า 150 กิโลกรัมแล้ว

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2553 เยอรมนีเคยเรียกคืนอาหาร couscous ที่นำเข้าจากอิตาลีกว่า 15,000 กล่องเนื่องจากปนเปื้อน! benzophenone ที่ระดับ 1559 µg/kg



ที่มา : Food Production Daily (22/04/54)

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ผลการศึกษาชี้ปลาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว่า 40 สายพันธุ์อาจสูญพันธุ์

ผลการศึกษาของสมาคมสากลแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือไอยูซีเอ็น ซึ่งมีสำนักงานในสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า ปลากว่า 40 สายพันธุ์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาจจะสูญพันธุ์ ภายในเวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ผลการศึกษาระบุว่า เกือบครึ่งของสายพันธุ์ของฉลามและปลากระเบนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและปลากระดูกแข็งอย่างน้อย 12 สายพันธุ์กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากการจับปลามากเกินไป ปัญหามลภาวะ และการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย
ด้านนายเคนท์ คาร์เพนเตอร์ ผู้ประสานงานของไอยูซีเอ็นเปิดเผยว่า ป! ระชากรของปลาทูน่าครีบน้ำเงินในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากการจับปลามากเกินไปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา และพบว่า 80% ของปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่ชาวญี่ปุ่นบริโภคมาจากมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในเดือนมกราคม 2554 มีการจำหน่ายปลาทูน่าครีบน้ำเงิน น้ำหนักถึง 342 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าราว 32.49 ล้านเยน (ประมาณ 12 ล้านบาท) ในตลาดค้าปลาขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในกรุงโตเกียว
นอกจากนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวยังกล่าวโทษการใช้เรือลากอวนและอวนลอยที่มีประสิทธิภาพสูงว่า เป็นสาเหตุทำให้เกิดการจับปลามากเกินไปโดยไม่ตั้งใจและคร่าชีวิตสัตว์น้ำหลายร้อยตัวโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการพาณิชย์ใด ๆ


ที่มา : สำนักข่าวไทย (21/04/54

ญี่ปุ่นงดขนส่งเห็ดหอมชั่วคราว หลังพบรังสีปนเปื้อน

กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น จะกำหนดระดับสารกัมมันตรังสีที่อนุญาตให้มีได้ในอาหาร ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ จำแนกตามพื้นที่ของแต่ละจังหวัด (เดิมจำแนกเป็นรายจังหวัด) ซึ่งจะช่วยจำกัดพื้นที่ห้ามการขนส่งให้มีขนาดเล็กลง ตามที่รัฐบาลท้องถิ่นแจ้งขอมา
สำนักงาน NHK รายงานเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ว่า รัฐบาลประจำจังหวัดฟุกุชิมะ ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกเห็ดหอม (Shiitake) จำนวน 23 รายในเมืองอิวากิ ระงับการขนส่งเห็ดหอมตามความสมัครใจ หลังตรวจพบสารไอโอดีนปนเปื้อน 3,100 เบคเคอเรลต่อกิ! โลกรัม (ระดับที่ทางการกำหนด 2,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม) และสารซีเซียม 890 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม (ระดับที่ทางการกำหนด 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม) จำนวน 1 ตัวอย่าง นับเป็นครั้งแรกที่ตรวจพบกัมมันตรังสีในเห็ดสูงเกินกว่าระดับที่ทางการกำหนด


ที่มา : Thai Ceo Tokyo (21/04/54)

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

อียูออกกฎควบคุมขนถ่ายสินค้า ณ ด่านนำเข้า

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2554 สหภาพยุโรปออกกฎระเบียบการควบคุมขนถ่ายสินค้า ณ ด่านนำเข้า สำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อรอส่งต่อไปยังอีกประเทศสมาชิกหนึ่งในสหภาพยุโรปหรือสินค้าที่สำหรับรอส่งต่อไปยังประเทศที่สาม โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของกฎระเบียบฉบับนี้คือ ควบคุมการขนถ่ายสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับการสุ่มตรวจ ณ ด่านนำเข้า เนื่องจากเป็นสินค้าที่นำเข้าเพื่อรอส่งต่อไปยังอีกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหนึ่ง และ/หรือที่เป็นสินค้าที่รอส่งผล (Transit) ไปยังประเทศที่สาม ตามระบุในกฎระเบียบ Commission Decision 2000/25/EC
&n! bsp; 2. ข้อกำหนดใหม่ที่เกี่ยวข้องคือ
2.1 เมื่อสินค้าเดินทางมาถึงด่านนำเข้าของสหภาพยุโรปและต้องมีการขนถ่ายสินค้าจากเรือหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการขนถ่ายสินค้านั้นจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ด่าน (Official veterinarian) ให้ทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
- แจ้งเวลาโดยประมาณที่จะใช้ในการขนส่งสินค้าลง
- แจ้งชื่อด่านนำเข้าของสหภาพยุโรปที่สินค้าจะถูกส่งไป ซึ่งในกรณีนี้สำหรับการนำเข้าสินค้านำเข้าสหภาพยุโรป หรือการนำเข้าสินค้าเพื่อผ่านไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอีกประเทศหนึ่ง หรืออีกกรณีหน! ึ่งคือการแจ้งชื่อประเทศที่สามที่สินค้าจะต้องถูกส่งต่อไป
&nb! sp; ; - แจ้งที่ตั้งของสินค้า (location) หากสินค้าไม่ได้รับการขนถ่ายทันทีลงจากเครื่องบินหรือลงจากเรือเพื่อถูกส่งต่อไปยังจุดที่หมาย
- แจ้งเวลาโดยประมาณที่จะใช้ในการขนถ่ายสินค้าขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นเรือเพื่อส่งต่อไปยังจุดที่หมายสุดท้าย
ข้อมูลทั้ง 4 รายการต้องแจ้งทันทีเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงที่ด่านนำเข้าและวิธีการแจ้งให้กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานรับผิดชอบ (Competent Authority)
2.2 แก้ไขข้อกำหนดระยะเวลาต่ำสุด (minimum period) ในการขนถ่ายสินค้า ตาม Article 9(1)(b)(i) ของกฎระเบียบ Di! rective 97/78/EC ให้เป็น
- 12 ชั่วโมงสำหรับเครื่องบิน
- 7 วันสำหรับเรือ
2.3 แก้ไขข้อกำหนดระยะเวลาสูงสุด (maximum period) ในการขนถ่ายสินค้า ตาม Article 9(1)(b)(i) ของกฎระเบียบ Directive 97/78/EC ให้เป็น
- 48 ชั่วโมงสำหรับเครื่องบิน
- 20 ชั่วโมงสำหรับเรือ
2.4 แก้ไขข้อกำหนดระยะเวลาต่ำสุด (minimum period) ในการขนถ่ายสินค้า ตาม Article 11 และ Article 9(1)(a) ของกฎระเบียบDirective 97/78/EC ให้เป็น
- 12 ชั่วโมงสำหรับเครื่องบิน
- 7 วันสำหรับเรือ
2.5 แก้ไขข้อกำหนดระยะเวลาต่ำสุด (minimum period) ในการขนถ่ายสินค้า ตาม Article 11 และ Article 9(1)(b) ของกฎระเบียบDirective 97/78/EC ให้เป็น 14 วันก็ต่อเมื่อ
- สินค้าเดินทางมาจากประเทศที่สามและกำลังจะถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สามอีกประเทศหนึ่ง โดยสินค้าจะไม่มีการหยุดพักในเขตประเทศที่ระบุใน Annex 1 ของกฎระเบียบ Directive 97/78/EC
- สินค้าถูกขนถ่ายออกจากเรือลำหน! ึ่งไปสู่เรืออีกลำหนึ่ง ณ ด่านนำเข้าของสหภาพยุโรปซึ่งอยู่ภายในเขตศุลกากรของด่านเดียวกัน
- ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องจะต้องยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ โดยผ่านคณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์เป็นผู้พิจารณาโดยต้องรับรองว่า ประเทศของตนได้จัดวางมาตรการควบคุมป้องกันมิให้สินค้านั้นๆ ได้ถูกส่งต่อไปด่านอื่นๆในสหภาพยุโรป แทนที่จะต้องถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สามโดยตรง ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้จะต้องมีระบบควบคุม (mornitoring system) ในด้านของระยะเวลาการขนถ่ายสินค้าและจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน
2.6 ในกรณีที่ระยะเวลาสูงสุด (maximum period) ในการขนถ่ายสินค้าสิ้นสุดลงเนื่องจากใช้เวลาเกินเลยความที่ระบุไว้ใน Article 2 (2) ในกรณีดังกล่าวสินค้าจะถูกตรวจสอบในสถานะเช่นเดียวกับสินค้า! นำเข้าไปยังสหภาพยุโรปตามปกติ กล่าวคือ จะถูกตรวจสอบทั้งในเรื่อง! ของในรับ รองสุขอนามัยและการตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้า (identity and physical checks) ณ ด่านนำเข้า
3. ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวระบุให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป และจะมีผลตามกฎหมาย 3 วันภายหลังจากที่มีการประกาศกฎระเบียบดังกล่าวใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 6 เมษายน 2554)
4. โดยถือเป็นการยกเลิกกฎระเบียบเดิมที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 รายการ คือ Decision 2000/25/EC


ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
(19/04/54)

เวียดนาม,ผลผลิต, ส่งออก,อาหาร,ทะเล

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2554 เวียดนามได้รายงานสภาวะการผลิตและการส่งออกอาหารทะเลว่าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เวียดนามมีผลผลิตอาหารทะเลมากถึง 355, 400 ตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 คิดเป็น 2.4% และมีมูลค่าการส่งออกมากถึง 258 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตกุ้งที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 27,200 ตัน เพิ่มขึ้น 6.3%
นอกจากนั้นปริมาณและมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลยังเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ถึงการขาดแคลนอาหารและการเพิ่มขึ้นของปริมาณความต้องการ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มข! ึ้น 50.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553


ที่มา : The Fish Site (19/04/54)

กัมมันตรังสียุ่นแผ่ความกังวลไปถึงอาหารทะเลจีน

ชาวประมงจีนระบุว่าอาหารทะเลที่จับนอกชายฝั่งมนฑล Shandong มีความต้องการภายในประเทศลดลงตั้งแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Fukushima Daiichi ปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีสู่มหาสมุทรแปซิฟิค
Xu Wenhao ผู้จัดการร้านขายส่งอาหารทะเล Deshengfu ในเมืองหลวง Jinan มณฑล Shandong ระบุว่าปัจจุบันรายได้ต่อวันลดลงเหลือ 1 ใน 3 เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2553 จากเดิม 40,000 หยวน เหลือเพียง 12,000 หยวนเท่านั้น
ถึงแม้ทางการประจำมณฑลดังกล่าวแนะนำว่าปลาที่จับนอกชายฝั่งนั้นปลอดภัยสำหรับรับประทาน แต่ประชาชนก็ไม่กล้าบริโภคตั้งแต่มีการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล



ที่มา : FIS (19/04/54)

มะกันส่งออกไก่เพิ่มขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์บริการการเกษตรต่างประเทศ เปิดเผยว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2554 สหรัฐฯ ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกปริมาณเพิ่มขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2553
โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกมากถึง 290,261 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่า 338.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปี 53 โดยสหรัฐฯ ส่งออกไก่เนื้อ (broiler meat) (รวมทั้งตีนไก่) 233,112 ตัน คิดเป็นมูลค่า 245.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณเพิ่มขึ้น 12% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการส่งออกในตลาดต่างประเทศหลายแห่ง เช่น เวียดนาม จีน คิวบา แองโกลา คองโก แต่สหรัฐฯ ก็เพิ่มการส่งอ! อกในประเทศอื่นทดแทน เช่น เม็กซิโก ฮ่องกง ไต้หวัน รัสเซีย เกาหลีใต้ อิรัก
เดือนกุมภาพันธ์ 54 สหรัฐฯ ส่งออกไก่งวงมากถึง 24,123 ตัน (เพิ่มขึ้น 37%) คิดเป็นมูลค่า 41.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยตลาดไก่งวงที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เม็กซิโก จีน ไต้หวัน
ส่วนไข่ไก่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 สหรัฐฯ ส่งออก 3.82 ล้านโหล (ลดลง 10%) คิดเป็นมูลค่า 3.211 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปี 53 เนื่องจากส่งออกไปแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล ลดลง แต่ก็เพิ่มการส่งออกไปยังประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของสหรัฐฯ ในการส่งออกไข่ไก่ 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ แอนติเลส และเม็กซิโก



ที่มา : World Poultry (20/04/54)

ฟิลิปปินส์ตั้งกฎระเบียบนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นใหม่

กระทรวงทรัพยากรสัตว์น้ำและประมงฟิลิปปินส์ (BFAR) ระบุว่า BFAR ได้ประกาศกฎระเบียบการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับพิธีการสำแดงด้านสุขอนามัยพืช และสถานการณ์การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีของญี่ปุ่น โดยกฎระเบียบนี้กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารที่ยืนยันว่าสินค้าอาหารทะเลที่นำเข้าจากญี่ปุ่นมีระดับสารกัมมันตรังสีในระดับที่เหมาะสม ตามที่กำหนดในระเบียบสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์หมายเลข 01 ปี 2552



ที่มา : The Visayan Daily Star (20/04/54)

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

เม็กซิโกเพิ่มผลผลิตปลาทูน่า

ในปี 2553 เม็กซิโกผลิตปลาทูน่าเพิ่มขึ้น 3.26% เมื่อเทียบกับปี 2552 โดยมีปริมาณมากกว่า 132,761 ตัน จากเดิมในปี 2552 ที่ผลิตได้เพียง 128,566 ตัน

อนึ่งเม็กซิโกเป็น 1 ในประเทศที่มีรับผิดชอบและทำการประมงอย่างยั่งยืนที่สุดของโลก และติด 1 ใน10 ของประเทศที่บริโภคปลาทูน่ามากที่สุด โดยมีปริมาณการบริโภคปลาทูน่าต่อหัวอยู่ที่ 1.35 กิโลกรัม

เขมรตั้งเป้าขยายการส่งออกข้าว

รัฐบาลเขมรตั้งเป้าลงทุนเงินจำนวน 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้กัมพูชาเป็นประเทศในกลุ่มผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดให้ได้ภายในปี 2558 โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะใช้พัฒนาโรงสีที่ได้มาตรฐานสากลและใช้ซื้อข้าวเปลือก เพื่อให้กัมพูชาสามารถบรรลุเป้าหมายรัฐบาลที่จะส่งออกข้าว 1 ล้านตันภายในอีก 4 ปี ปัจจุบันกัมพูชาขาดเงินทุนที่จะซื้อข้าวเปลือกจึงทำให้ข้าวเปลือกส่วนเกินถูกจำหน่ายไปยังไทยและเวียดนามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ผู้ส่งออกข้าวกัมพูชายังประสบปัญหาราคาไฟฟ้าแพงกว่าในไทยถึง 3 เท่า และข้าวกัมพูชาก็ไม่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก อีกทั้งไทยยังจำหน่ายข้าวในต่างประเทศได้มากกว่ากัมพูชาถึง 20-30% จึงทำให้สามารถเสนอราคาได้สูงกว่าผู้ซื้อในกัมพูชาในตลาดค้าส่ง นอกจากนั้นกัมพูชายังประสบปัญหาการลักลอบเอาข้าวไปจำหน่ายที่ชายแดนอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

อินโดนีเซียหยุดนำเข้าข้าว หลังผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

กระทรวงการคลังอินโดนีเซียจะไม่อนุญาตให้นำเข้าข้าวอีกหลังมาตรการนำเข้าข้าวหมดอายุลงในวันที่ 31 มีนาคม 2554 พร้อมเรียกร้องให้สำนักงานพลาธิการอินโดนีเซีย (BULOG) สำรองข้าวให้ได้ตามเป้าโดยใช้ผลผลิตข้าวในประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจไม่ต่ออายุมาตรการนำเข้าข้าวเนื่องจากอินโดนีเซียเก็บเกี่ยวข้าวได้มากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และกระทรวงเกษตรอนุญาตให้ BULOG ซื้อข้าวคุณภาพใดก็ได้
มารี เอลกา ปันเกสตู รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย กล่าวว่า BULOG ต้องสำรองข้าวให้ได้ตามเป้าด้วยผลผลิตข้าวในประเทศ

&! nbsp; ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้อินโดนีเซียตั้งเป้าสำรองข้าวเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน หลังจากที่ราคาข้าวและพริกพุ่งสูงจนทำให้เงินเฟ้อเดือนมกราคม 2554 พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 21 เดือนที่ 7.02% แต่จากนั้น เงินเฟ้อได้ลดลงเหลือ 6.84% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เนื่องจากอุปทานอาหารดีขึ้นหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ตอนนี้ปริมาณข้าวสำรองของอินโดนีเซียอยู่ที่ 1.5 ล้านตัน ธนาคารกลางอินโดนีเซียตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยที่ 6.75% ในการประชุมเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2554 หลังจากที่ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 สำนักข่าวซินหัวรายงาน





ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ออสซี่เดินหน้าตรวจสอบอาหารญี่ปุ่นจาก 4 จังหวัด

ออสเตรเลียดำเนินมาตรการป้องกันไว้ก่อนสำหรับอาหารญี่ปุ่นโดยซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของประเทศต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 สำนักงานมาตรฐานอาหารออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (FSANZ) มอบหมายให้หน่วยงานบริการกักกันและตรวจสอบของออสเตรเลีย (AQIS) เริ่มการตรวจสอบอาหารบางส่วนที่มาจากจังหวัด Fukushima, Gunma, Ibaraki และ Tochigi ในญี่ปุ่น ได้แก่อาหารทะเลสดและแช่แข็ง สาหร่าย นม ผักและผลไม้สดเพื่อหาสารกัมมันตรังสี

อนึ่งออสเตรเลียไม่นำเข้านมและผกผลไม้สดจากญี่ปุ่น ขณะที่สาหร่ายและอาหารทะเลจากญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่น้อยมาก (5.5% และ ! 0.46% ตามลำดับ) เมื่อเทียบกับการนำเข้าสาหร่ายและอาหารทะเลทั้งหมดของออสเตรเลีย




ที่มา : Australian Food News

อียูดันโควตาน้ำตาลต้านปัญหาราคาแพง

สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าการเปลี่ยนแปลงโควตาน้ำตาลเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำตาลที่มีราคาแพงและขาดแคลนในปัจจุบัน โดยคณะกรรมการการจัดการเกษตรแห่งสหภาพยุโรปสนับสนุนโควตาไม่เสียภาษีนำเข้าสำหรับน้ำตาล 300,000 ตัน และน้ำตาลสำหรับอุตสาหกรรม 400,000 ตัน นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังอนุมัติให้นำน้ำตาลที่ผลิตในสหภาพยุโรป 500,000 ตันและน้ำตาล Isoglucose 26,000 ตัน ที่อยู่ในคลังออกมาจำหน่ายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

ในขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกยังสนับสนุนการปรับโควตาส่งออกน้ำตาลเพื่อให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปสามารถผลิตน้ำตาลส่งออกไปยังประเทศนอกสหภาพฯ โดยไม่ลดปริมาณน้ำ! ตาลในสหภาพฯ โดยในปี 2554-2555 จะกำหนดโควตาน้ำตาล 650,000 ตัน และน้ำตาล Isoglucose 50,000 ตันสำหรับส่งออกไปประเทศนอกสหภาพฯ



ที่มา : Just-Food

ญี่ปุ่นระบุระดับกัมมันตภาพรังสีผลิตภัณฑ์ประมงปลอดภัย

สืบเนื่องจากการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เมืองชิบะ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการตรวจสอบระดับสารกัมมันตภาพรังสีในผลิตภัณฑ์ประมงของเมืองชิบะ

ผลการตรวจสอบสารกัมมันตภาพรังสีในตัวอย่างปลาสาดีน Chub Mackerel ปลาหมึกกล้วย และปลา olive flounder ที่ท่าเรือ Choshi ไม่พบสารกัมมตภาพรังสี และพบสารกัมมันตภาพรังสีในระดับ 3.0 Bq/kg ในปลากะตักที่ท่าเรือ Choshi แต่ยังไม่เกินค่ากำหนดที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้

ทั้งนี้ ในตัวอย่า! งนมสด เนื้อสุกร ปลิงทะเล ปลา mackerel และปลากะตักพบสารกัมมันตภาพรังสีในระดับต่ำกว่าค่าที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้ และการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ



ที่มา : The Fish Site

ญี่ปุ่นไฟเขียวมะม่วงแช่แข็งและอบแห้งไทยแล้ว

ตามที่ญี่ปุ่นได้ออกมาตรการตรวจสอบสาร Chlorpyrifos และ Propiconazole ในผลิตภัณฑ์มะม่วงแช่แข็งและอบแห้ง (Freeze-dried) จากไทย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์มะม่วงดังกล่าว ต่อมาไทยได้ออกมาตรการควบคุมสารตกค้างทางการเกษตรสำหรับมะม่วงแช่แข็งและอบแห้ง (Freeze-dried) และยื่นเสนอต่อญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาตรวจประเมินในเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ

ขณะนี้ ญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังด่านนำเข้าของญี่ปุ่นว่าให้ยกเลิกการตรวจสาร Propiconazole ในสินค้ามะม่วงแช่แข็งและมะม่วง Freeze-dried ที่ผลิตโดยบริษัท TIMFOOD Co.! ,Ltd และบริษัท Chantaburi Global Trade Co.,Ltd ของไทยได้แล้ว

ส่วนกรณีของการตรวจสาร Chlorpyrifos ในสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทดังกล่าว สินค้านั้นจะต้องมีใบรับรองเกี่ยวกับสาร Chlorpyrifos ที่ออกโดยรัฐบาลไทยประกอบ จึงจะสามารถยกเลิกการตรวจสาร Chlorpyrifos ในผลิตภัณฑ์นั้นได้ โดยกำหนดให้กลับไปใช้กระบวนการตรวจสารเคมีตามปกติต่อไป



ที่มา : มกอช.

อินโดยึดสินค้าประมงไทยและต่างประเทศ

ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 กรมศุลกากรอินโดนีเซียได้กักกันและยึดสินค้าประมงแปรรูปของไทยและต่างประเทศ ที่ท่าเรือ Tanjung Priok เมืองจาการ์ตา โดยสินค้าไทย ได้แก่ ปลากะตักแห้ง 15 ตู้ และสินค้าสัตว์น้ำสด ได้แก่ ปลาทู ปลาอินทรีย์ (Mackerel) ปลาทูน่า ปลากะตัก ปลาโอขนาดเล็ก (Tongkol Skipjack) รวมทั้งสัตว์น้ำแปรรูปในเบื้องต้น เช่น ปลาหมึกเกลือชนิดต่างๆ จากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากจีนและเวียดนาม อีก 5,300 ตัน หรือประมาณ 200 ตู้ ถูกกักไว้ที่ท่าเรือ 5 แห่ง และท่าอากาศยาน 1 แห่ง และได้ตั้งข้อหาว่าบริษัทผู้นำเข้า 9-13 บริษัท ไม่มีใบอนุญาตการนำเข้า และไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบของกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงเลขที่ 17/2010 สำนักงานส่งเสร! ิมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และแจ้งให้ทราบ โดยสรุปดังนี้

1. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำสดและแปรรูปต้องเป็นผู้นำเข้าที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าทั่วไป (API-U) หรือเป็นผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิต (API-P) ซึ่งจะมีหมายเลขทะเบียนประจำตัวผู้นำเข้าแต่ละราย ซึ่งออกโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซียเป็นผู้จดทะเบียนอนุญาตให้ นอกจากนี้ยังต้องมีใบอนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (Certification of Processing Worthiness -SKP) หนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด (Recommendation from Provincial Office)

2. สัตว์น้ำที่นำเข้ามาได้ตามกฎระเบียบจะต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องการควบคุมคุณภาพสัตว์น้ำ และความปลอดภัยสัตว์น้ำ โดยเฉพาะผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิตต้องมีโรงงานที่ผ่าน HACCP จึงจะนำเข้ามาเพื่อแปรรูปได้

3. Mr. Victor Ni! kkijuluw ผู้อำนวยการทั่วไปของฝ่ายแปรรูปและการตลาดของสินค้าประม! ง ให้สัม ภาษณ์ว่า ใบอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำนั้น มีนโยบายอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสัตว์น้ำที่ไม่สามารถผลิตได้ในน่านน้ำของอินโดนีเซียเท่านั้น เช่น แซลมอน Hokie Cili Hamachi แต่ผู้นำเข้าได้นำเข้าสัตว์น้ำที่อินโดนีเซียผลิตได้รวมทั้งยังมิได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย ดังนั้น จึงต้องจับกุมและยึดตู้สินค้า

4. ผู้นำเข้าสัตว์น้ำอินโดนีเซียให้ความเห็น ดังนี้

4.1 สัตว์น้ำแปรรูป โดยเฉพาะปลากะตักแห้ง ได้มีการนำเข้าจากไทยตั้งแต่กฎระเบียบมีผลบังคับใช้ โดยมีผู้นำเข้ามีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ทางอินโดนีเซียแจ้งว่าปลาดังกล่าวอินโดนีเซียสามารถผลิตเองได้ แต่เมื่อสั่งซื้อปลาจากผู้ค้าในชวาตะวันออก พบว่ามีคุณภาพต่ำมากจากเกรด A เป็นเกรด C ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากไทยที่มีคุณภาพดีกว่า และสม่ำเสมอ

4.2 ราคาสัตว์น้ำสดและแปรรูปของอินโดนีเซียมีราคาสู! งกว่าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากไทย เช่น ปลาทู-ปลาอินทรีย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศราคา 4,000-5,000 รูเปียต่อกิโลกรัม ในขณะที่ปลาดังกล่าวที่จับโดยชาวประมงอินโดนีเซียมีราคา 14,000-15,000 รูเปียต่อกิโลกรัม เนื่องจากผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด





ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

อย.ตรวจพบ"ผักอูโดะ"หิ้วจากญี่ปุ่น ปนเปื้อนกัมมันตรังสี ดีเดย์ 1 เม.ย.ออกตรวจห้าง-ภัตตาคารญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สุ่มตรวจอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว 122 ตัวอย่าง รู้ผลการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแล้ว 103 ตัวอย่าง ปรากฏว่าปกติ ไร้การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ยกเว้น มันเทศจำนวน 75 กิโลกรัม จากจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ตรวจพบสารไอโอดีน 131 ปนเปื้อนอยู่ 15.25 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม แม้ไม่เกินเกณฑ์การปนเปื้อนขององค์การมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศกำหนด แต่ได้ยึดอายัดไว! ้และเตรียมทำลายแล้ว ส่วนปลาสคริปแจ๊ค ทูน่า จำนวน 21 ตัน จากเมืองโยโกฮาม่า ที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างและส่งตรวจหาสารกัมมันตรังสีกับทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ไม่พบมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

"หลังจากนี้ การนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์ จากญี่ปุ่นทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้สุ่มตรวจอาหารทะเล และตรวจผัก, ผลไม้ทุกรายการ จะต้องตรวจหาสารซีเซียม 134 ที่ต้องมีค่าปนเปื้อนไม่เกิน 50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และสารไอโอดีน 131 ไม่เกิน 100 เบคเคลเรลต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ อย.ยังจะขยายการตรวจกลุ่มอาหารเพิ่มทุกรายการจากญี่ปุ่น ได้แก่ พืชหัว , นม และผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะที่มาจากเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่นด้วย" นายจุรินทร์กล่าว

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 อย.ได้ตรวจนักท่องเที่ยวคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ซื้อผักอูโ! ดะ (Udo-เป็นผักขึ้นตามภูเขาในประเทศญี่ปุ่นนิยมมาชุบแป้งทอดทำเท! มปุระ) ก ลับมารับประทาน จำนวน 1 กิโลกรัม ผลการตรวจพบสารไอโอดีน -131 ปริมาณ 12.92 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ซีเซียม -134 ปริมาณ 3.50 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และซีเซียม -137 ปริมาณ 5.12 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม แม้ว่าสารทั้ง 3 ชนิดจะไม่ได้เกินค่ามาตรฐาน แต่ได้อายัดทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จากนี้จะหารือกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในการนำไปศึกษาหรือทำลายทิ้งต่อไป อีกทั้ง พบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ได้หิ้วผักฟูกิเข้ามาด้วยแต่ไม่พบการปนเปื้อน จึงอยากขอให้ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นงดนำเข้าผัก ผลไม้โดยเฉพาะในแบบที่หิ้วเข้ามาเอง จนกว่าสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นจะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะอาจเสี่ยงการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี




ที่มา : มติชน

ราคาเนื้อวัวมะกันพุ่ง ท่ามกลางความวิตกของเหตุการณ์ในญี่ปุ่น

เนื้อวัวเป็นอาหารที่สำคัญของชาวญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเหตุการณ์รั่วไหลของสารกัมมันตรังสีทำให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นเกรงว่าเนื้อวัวของญี่ปุ่นจะปนเปื้อนกัมมันตรังสี จึงหันมาบริโภคเนื้อวัวจากสหรัฐฯ และออสเตรเลียมากขึ้น โดยบริโภคเนื้อวัวจากออสเตรเลียน้อยกว่า

Tim McRae นักเศรษฐศาสตร์ด้านเนื้อสัตว์และปศุสัตว์ออสเตรเลีย กล่าวว่า ราคาเนื้อสัตว์สูงอยู่แล้ว แต่ข่าวจากญี่ปุ่นยิ่งทำให้ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ และได้คาดการณ์ว่าราคาปศุสัตว์จะเพิ่มขึ้น 1.675 เซ็น หรือ 1.4% และทำให้ราคาสูงถึง 1.196 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก




ที่มา : ABC

อียูล้มเหลวห้ามค้าสัตว์โคลนนิ่ง

ที่ประชุมของรัฐสภาสหภาพยุโรปไม่ประสบความสำเร็จในการออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

ตัวแทนจากประเทศฮังการี ซึ่งทำหน้าประธานสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ความล้มเหลวของการออกกฎหมายเกิดขึ้นจากข้อขัดแย้งของสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่เกิดจากการโคลนนิ่ง เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบ รวมไปถึงผลิตภัณท์จากสัตว์ เช่น นม และเนยที่มาจากสัตว์โคลนนิ่ง ส่วนที่ประชุมอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ติดป้ายเฉพาะแค่เนื้อวัวที่เกิดจากโคลนนิ่งเท่านั้น ซึ่งการติดป้ายดังกล่าวจ! ะเป็นการบอกผู้บริโภคให้ตัดสินว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ธรรมดาหรือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง ที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพในภายหลัง

ที่ประชุมรัฐสภาสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า หากสหภาพยุโรปออกกฎหมายให้ติดป้ายเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งทุกชนิด จะเท่ากับเป็นการกีดกันทางการค้าจากนานาประเทศที่ส่งเนื้อสัตว์ รวมไปถึงนมและเนยมาขายในยุโรป ซึ่งเวลานี้ประเทศที่ผลิตเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งแล้วส่งมาขายในยุโรปมากที่สุดคือ บราซิล อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งส่วนมากเป็นเนื้อวัวที่มีการนำเข้ามาขายในยุโรปมากกว่า 300,000-500,000 ตัน จากสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา

ประเทศที่ต้องการให้มีการกีดกันการนำเข้าเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในซูเปอร์มาร์เกตในยุโรป เพราะต้องการปกป้องอุตสาหรรมเนื้อสัตว์ภายในประเทศ จึงพยายามให้มีการออกกฎหมายให้ประเท! ศที่ส่งออกเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งต้องติดป้ายบอกกระบวนก! ารผลิตเน ื้อสัตว์ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ประเภทนี้หรือไม่

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรปหรืออีซี ใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกกฎหมาย แต่ประเทศที่คัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าวต้องการให้มีการทำประชาพิจารณ์ในประเทศสมาชิกว่าประชาชนต้องการให้มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีรายงานการวิจัยของแพทย์ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนประเทศที่ต้องการให้ออกกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการนำกระบวนการโคลนนิ่งสัตว์มาใช้ประโยชน์ในทางการค้า




ที่มา : โลกวันนี้