หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามทำสถิติส่งออกข้าวเปลือกปี 54

 
                เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 กระทรวงเกษตร และการพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD) รายงานว่า ในปี 2554 เวียดนามสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกได้ 41.5 ล้านตัน มากกว่าปี 2553 ถึง 1.5 ล้านตัน ถึงถือว่าเป็นการทำสถิติสูงสุดของการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้ในปริมาณมากเช่นนี้สามารถช่วยตอบสนองความต้องการการบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก

                ในปี 2554 เวียดนามส่งออกข้าว 7.2 ล้านตัน มีมูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4.4 % ในด้านปริมาณ และเพิ่มขึ้น 14 % ในด้านมูลค่า

                เวียดนามสามารถส่งออกข้าวได้ในราคา 510 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันโดยเฉลี่ย หรือเพิ่มขึ้น 9.1 % จากปี 2553  โดยเวียดนามส่งออกข้าวไปยังตลาดเอเชียถึง 65 % ตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ รองลงมาคือตลาดในอัฟริกาใต้ซึ่งมีการส่งออกข้าวที่ 24 % อย่างไรก็ตาม สมาคมอาหารเวียดนาม (VFA) คาดการณ์ว่าในอนาคตเวียดนามอาจต้องเจอปัญหาการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยเปลี่ยนนโยบายการส่งออกข้าว นอกจากนี้ คุณภาพข้าวของอินเดียมีคุณภาพดีขึ้นและคาดการณ์ว่าอินเดียจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเป็นปริมาณมาก ซึ่งสาเหตุเหล่านี้จะไม่ส่งผลดีต่อเวียดนามในการส่งข้าวไปยังตลาดในอัฟริกา

              &n! bsp; VFA วางแผนขยายตลาดการส่งออกข้าวในปี 2555 ซึ่งรวมทั้งการขย! ายตลาดใน จีน ในปี 2554 เวียดนามส่งออกข้าวประมาณ 400,000 ตันไปยังจีน นอกจากนี้ VFA จะจัดตั้งชมรมผู้ส่งออกและนำเข้าข้าวระหว่างเวียดนามและจีนเพื่อริเริ่มการส่งออกข้าวคุณภาพดีจากเวียดนามไปยังตลาดในจีน กลางเดือนธันวาคมปี 2554 เวียดนามได้ลงนามในสัญญาส่งออกข้าวกับมาเลเซีย คิวบา ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2555 เวียดนามคาดว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 650,000 – 750,000 ตัน

 

ที่มา : Xinhua News  ( 28 ธันวาคม 2554

สถานการณ์ตลาดน้ำมันปาล์มโลกปี 2554

 
                รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันปาล์มทั่วโลกปี 2554 จาก Companies and Markets สรุปสาระสำคัญดังนี้

                อินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการผลิตกว่า 85% ของการผลิตทั่วโลก   เนื่องจากประเทศที่บริโภคน้ำมันปาล์มมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันปาล์มไม่มากจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย

                ! รายงานคาดการณ์ว่าในอนาคต การผลิตน้ำมันปาล์มในมาเลเซียมีแนวโน้มจะลดลงเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนที่ดินเพาะปลูกประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันมีอายุมาก ในทางตรงข้าม อนาคตการผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียกลับสดใสเนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันยังมีอายุน้อยและยังสามารถขยายพื้นที่การเพาะปลูกออกไปได้อีก ดังนั้น คาดว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต

                น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันที่มีการบริโภคและผลิตมากทั่วโลก เนื่องจากมีราคาถูก ผู้บริโภคจึงสามารถเข้าถึงได้มาก ในอดีต มีการใช้ที่ดินเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นจึงเป็นผลให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มมากขึ้นตาม การวิจัยและกิจกรรมการพัฒนาต่างๆก็มีส่วนทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มมากขึ้นเช่นกัน ผลปาล์มน้ำมันยังสามารถให้ปริมาณน้ำมันเป็นจำนวนมากจึงทำกำไรให้ผู้ผลิตได้มาก นอกจากนี้ การใช้ที่ดินปลูกต้นปาล์มน้ำมันยังเป็นการใช้ที่ดินได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นแม้ว่าปริมาณพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลกจะมีน้อยแต! ่ก็มีปริมาณการผลิตมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น 

                ปัจจุบัน 80% ของน้ำมันปาล์มทั่วโลกถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอื่นๆมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ความต้องการและราคาน้ำมันปาล์มทั่วโลกเพิ่มขึ้นตาม เช่น การใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตสบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา อาหารที่มีฤทธิ์ทางยา สินค้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมกำลังเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงชีวภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริโภคน้ำมันปาล์มในอนาคต และรายงานคาดว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีความต้องการน้ำมันปาล์มมากจะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในอนาคต

 

 

ที่มา : All About Feed  ( 28 ธันวาคม 2554

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลีใต้ขยายตัว

กระทรวงอาหาร เกษตร ป่าไม้ และประมงเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของเกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 มีมูลค่า 654.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัว 15.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เนื่องจากความต้องการซื้อในญี่ปุ่นและจีนเพิ่มสูงขึ้น การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2554 มีมูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในปี 2553 ทั้งปี ซึ่งมีมูลค่า 5.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Country) ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 43.8 % กลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 38 % และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 24 %




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตลาดขนมหวาน EU ซบเซา เหตุผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

จากการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องโรคอ้วน ทำให้ตลาดขนมหวานในสหภาพยุโรป (EU) ซบเซา ในช่วงปี 2551 – 2554 ยอดจำหน่ายขนมหวานไม่เคลื่อนไหว โดยในปี 2551 มียอดจำหน่าย 8.6 พันล้านยูโร และ ในปี 2554 มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 8.9 พันล้านยูโร

ผลการวิจัย จาก Mintel ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยการตลาดระบุว่า ยอดจำหน่ายขนมหวานลดลงมากที่สุดในตลาดที่ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เช่น ในเยอรมันซึ่งแม้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ในปี 2551 ยอดจำหน่ายลดลงจาก 3.8 พันล้านยูโร เหลือ 3.6 พันล้านยูโร

! นาย David Jago ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมและวิสัยทัศน์กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค และขณะนี้ ผู้บริโภคเริ่มลดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น

ส่วนปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายขนมหวาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ของทานเล่นอื่นๆที่มีวางจำหน่ายมาก กระแสการรับประทานอาหารสุขภาพ และประชากรผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเป็นผู้นำในการพัฒนาสินค้าขนมหวานใหม่ๆในช่วง 4 ปีนี้ โดยพัฒนาสินค้าใหม่ 42 % จากสินค้าใหม่ทั้งหมด

นาย David Jago เพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 สินค้าจากธรรมชาติที่หลากหลาย หรือการลดสารปรุงแต่งและสารกันบูดได้รับความนิยมมากทั่ว EU ส่วนสินค้าที่ระบุว่าไม่เติมสารปรุงแต่งหรือสารกันบูดได้รับความนิยมมาเป็นอันด! ับที่ 2 ขณะที่สินค้าที่อ้างว่ามีน้ำตาลต่ำ ลดปริมาณน้ำตาล หรือไ! ม่มีน้ำต าล เป็นสินค้าที่มีการพัฒนามากที่สุด โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา 22 % ของขนมหวานที่พัฒนาขึ้นใหม่กล่าวอ้างคุณสมบัติดังกล่าว




ที่มา : Aus Food News (19/12/54)

EU เพิ่มรายชื่อพืชสมุนไพรในบัญชีรายชื่อพืชสมุนไพรแผนโบราณที่อนุญาตให้ใช้ได้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศกฎระเบียบใน EU Official Journal L 319 Volume 102 เรื่องการเพิ่มเติมรายชื่อพืชสมุนไพรหนึ่งรายการ คือ Hamamelis virginiana L.ในบัญชีรายชื่อพืชสมุนไพรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในสินค้าพืชสมุนไพรแผนโบราณ

กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ 3 วันหลังจากที่มีการประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2554)

โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:319:0102:0105:EN:PDF




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
(19/12/54)

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

EPA สหรัฐฯ ยกเลิกกำหนดค่าสาร

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 สหรัฐฯ แจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่อง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ยกเลิกค่าสาร chloroneb, chlorpyrifos, clofencet, endosulfan, ethyl parathion, methidathion, methyl parathion, และ N,N-diethyl-2-(4-methylbenzyloxy)ethylamine แก้ไขค่าสาร atrazine กำหนดวันที่ยกเลิกสาร endosulfan และทบทวนการกำหนดค่าสำหรับสูตรสารกำจัดศัตรูพืชสำหรับสารดังกล่าว และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
&n! bsp; http://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2011-09-14/html/2011-23515.htm



ที่มา : มกอช. (2/12/54

แคนาดากำหนดค่า MRLs ของสาร Ipconazole

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเสนอกำหนดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืช Ipconazole (PMRL2011-32)ในถั่ว bean และ pea แห้งปอกเปลือก ยกเว้นถั่วเหลือง (Crop Subgroup 6C ) เมล็ดธัญพืช (Crop Group 15, except rice ) ถั่วเหลืองแห้ง, ถั่วลิสงที่ 0.01 ppm

เปิดให้แสดงความคิดเห็นได้ถึง 11 ธันวาคม 2554


ที่มา : มกอช. (2/12/54)

แคนาดากำหนดค่า MRLs ของสาร Carbaryl

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเสนอกำหนดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืช Carbaryl (PMRL2011-33)ในข้าวที่ 15 ppm Cactus pad ที่ 12 ppm ข้าวฟ่างที่ 10 ppm Cactus fruit ที่ 5.0 ppm สับปะรด ที่ 2 ppm ถั่วแห้งปลอกเปลือกทั้ง bean และ pea ยกเว้นถั่วเหลือง(Crop Subgroup 6C) ที่ 1 ppm ถั่วเหลืองแห้ง เมล็ดทานตะวันที่ 0.5 ppm เมล็ดปอ ป่าน หัวมันเทศที่ 0.02 ppm

เปิดให้แสดงความคิดเห็นได้ถึง 11 ธันวาคม 2554

ที่มา : มกอช. (2/12/54)

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รัสเซียตั้งเป้าเดือนพ.ย. 54 ส่งออกธัญพืช 2.5 ล้านต้น

Elena Skrynnik รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรรัสเซีย ระบุว่าในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมานี้ราคาธัญพืชบริเวณสหภาพยุโรปและรัสเซียฝั่งทวีปเอเชียอยู่ในระดับคงที่ แต่การตลาดส่งออกธัญพืชรัสเซียค่อนข้างคึกคัก ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลปลูกพืช 2553/2554) ธัญพืชส่งออกทั้งหมด 13.7 ล้านตัน ส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2554 รัสเซียวางแผนจะส่งออกธัญพืช 2.5 ล้านตัน และตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 รัสเซียจะเริ่มทำการค้าแลกเปลี่ยนกับคู่สัญญาที่มีโอกาสที่จะซื้อธัญพืชที่มาจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรอีกครั้งในราคาที่ได้ส่วนลดและได้ค่าชดเชยค่าเก็บรักษาและประกันธัญพืช


ที่มา : Elena Skrynnik (30/11/54

ข้อกำหนดของออสเตรเลียในการตรวจสอบสาร Metalaxyl นำเข้าในใบพลูแห้ง

หน่วยงาน AQIS ของออสเตรเลียจะตรวจสอบใบพลูแห้งที่มาจากบริษัทที่สินค้าดังกล่าวมีสาร Metalaxyl เกินกำหนดทั้ง 100% อย่างต่อเนื่องใน 5 consignments หากตรวจไม่พบปัญหาใดๆ จะลดมาตรการตรวจสอบเป็นการสุ่มตรวจ 5% เช่นเดิม


ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ
ประจำกรุงแคนเบอร์รา(30/11/54)

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อียูกังวลสัตว์น้ำจืดหลายชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

จากการศึกษาของสหภาพยุโรประบุว่าขณะนี้สัตว์น้ำจืดหลายชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ โดยสภายุโรปได้เรียกร้องให้ดำเนินการอย่างทันท่วงทีเพื่อคงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในสหภาพยุโรปเอาไว้ ต้นเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำมีปริมาณลดลงคือมลภาวะ การจับปลามากเกินไป สัตว์น้ำไร้ที่อยู่ และสัตว์ต่างถิ่น

การค้นพบล่าสุดนี้อ้างอิงจากการศึกษาสัตว์ประมาณ 6,000 สายพันธุ์ใน European Red List ซึ่งเป็นการประเมินสัตว์ป่าเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ประกอบด้วย สัตว์จำพวกหอยและปลาหมึกน้ำจืดทั้งหมด 44% ปลาน้ำจืด 37% สัตว์ครึ่งบกครึ่ง! น้ำ 23% สัตว์เลยคลาน 19% สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและแมลงปอ 15% และนก 13%



ที่มา : FIS (28/11/54)

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิกฤตผักกาดขาวจีนล้นตลาด ส่งออกหด

ปี 2553 เกิดวิกฤตผักกาดขาวขาดตลาดในเกาหลีใต้ ส่งผลให้พ่อค้ากะหล่ำในจีนสร้างรายได้จากการส่งออกผักกาดไปยังเกาหลีใต้ แต่ในปี 2554 ถึงแม้ราคาผักกาดขาวในจีนจะถูกลงมาก แต่พ่อค้าก็ไม่ส่งออกผักกาดขาวไม่ได้ จนทำให้ขณะนี้เหลือผู้ส่งออกผักกาดขาวที่มณฑลซานตงอยู่เพียงรายเดียว

เมื่อเข้าสู่กลางเดือนตุลาคม 2554 เกษตรกรเก็บเกี่ยวผักกาดขาวได้มากแต่ขายไม่ได้ไม่มาก ผิดกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2553 ที่ราคาผักกาดขาวอยู่ที่ตันละ 2,000 หยวน และในเดือนธันวาคม 2553 ที่ขายได้ถึงตันละ 2,500 หยวน โดยพ่อค้าส่งออกผักกาดขาวรายหนึ่งกล่าวว่า เมื่อปี 2553 ต้องไปหาซื้อผักกาดขาวจากที่ต่างๆ ทุกวัน แต่ในปี 2554 ได้มีการปลูกผักกาดขาวทั้งภาคเหนือและภาคใต้ในจีนมากขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวผักกาดขาวได้เป็นจำนวนมาก แต่ราคาผักกาดขาวกลับตกต่ำจนน่าตกใจ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าราคาผักกาดขาวในท้องตลาดจะมีราคาต่ำ แต่ก็ไม่เป็นที่น่ายินดีสำหรับผู้ส่งออกผักการขาวเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ประกอบการกล่าวว่าปี 2554 เกาหลีใต้ก็มีการเก็บเกี่ยวผักกาดขาวจำนวนมากเช่นกัน และไม่ได้เกิดวิกฤตผักกาดขาวขาดตลาดเหมือนเมื่อปี 2553ประกอบกับราคาผักกาดขาวในตลาดถูกควบคุมโดยผู้ประกอบการเกาหลีใต้ และมีผู้ประกอบการเกาหลีใต้บางส่วนเข้ามาทำธุรกิจส่งออกผักกาดขาวในจีน โดยอาศัยความได้เปรียบเชี่ยวชาญในตลาดเกาหลีใต้มากกว่า กดดันราคาส่งออกผักกาดขาวในจีน จึงทำให้ผู้ประกอบการจีนไม่ได้กำไรจากการค้าขาย และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถึงกับเลิกกิจการไป โดยปี 2553 สามารถออกจีนสามารถส่งออผักกาดขาวมากกว่า 1 ล้านตัน แต่ในปี 2554 กลับส่งออกได้ไม่ถึง 1 ใน 10 ของปี 2553




ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ กรุงปักกิ่ง ( 25 พฤศจิกายน 2554 )

ราแม่น้ำในแคนาดาเป็นพิษ แซลมอนตายเกลื่อน

พบปลาแซลมอนตายและกำลังตายในแม่น้ำ Restigouche ในแคนาดาเนื่องจากรา Saprolegnia เข้าไปทำลายปลาแซลมอนที่มีความเครียด

Steve Hachey เจ้าหน้าที่สื่อสารของกรมประมงและทะเลของแคนาดาระบุว่า ราชนิดดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติทุกๆปี นับว่า Saprolegnia เป็นผู้บุกรุกชั้นทุติยภูมิ โดยจะเกาะตามรอยถลอกหรือบาดแผลบริเวณเมือกป้องกันผิวปลาแซลมอน และเจริญเติบโตในส่วนดังกล่าว ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าการจับปลาแล้วปล่อย (Catch-and-release) จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อราดังกล่าวขยายพันธุ์




ที่มา : FIS ( 24 พฤศจิกายน 2554 )

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อียูแก้ไขระเบียบ MRLs สาร PAHs ในอาหาร

 
                เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2554 สหภาพยุโรปออกระเบียบ Commission Regulation (EU) No 835/2011 แก้ไข MRLs ของสาร Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย และผลการประเมินความเสี่ยงในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยกระดับการควบคุมความปลอดภัยห่วงโซ่อาหารและสุขอนามัยของผู้บริโภคสหภาพยุโรปให้มีความรัดกุมกว่าเดิม การปรับค่า MRLs ครั้งนี้ครอบคลุมสินค้า 12 รายการ ได้แก่

                ·       สาร Benzo(a)pyrene, Benz(a)anthracene, benzo(b)fluoranthene และ chrysene
&! nbsp;               ·       น้ำมันและไขมัน ยกเว้นเนยโกโก้และน้ำมันมะพร้าว สำหรับมนุษย์บริโภคโดยหรือเป็น      ส่วนประกอบอาหาร
                ·       เมล็ดโกโก้และสินค้าทำจากเมล็ดโกโก้
                ·       น้ำมันมะพร้าวสำหรับมนุษย์บริโภคโดยตรงหรือเป็นส่วนประกอบอาหาร
                ·       เนื้อสัตว์รมควันและสินค้าเนื้อสัตว์รมควัน
                ·       เนื้อส่วนกล้ามเนื้อของปลารมควันและสิน! ค้าปลารมควัน ยกเว้นสินค้าประมงที่ระบุในข้อ 6.1.6 และ 6.1.7 ค่า! MRLs สำ หรับอาหารทะเลรมควันปรับใช้กับเนื้อส่วนกล้ามเนื้อจากส่วนก้ามและขาและส่วนท้อง สำหรับในกรณีปูรมควันและสินค้าอาหารทะเลประเภทปู (Brachyura และAnomura) ปรับใช้กับเนื้อส่วนกล้ามเนื้อจากส่วนก้ามและขา

                ทั้งนี้ PAHs สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติจากระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์ พบได้ทั้งในน้ำ ดิน ดินตะกอน อากาศ น้ำใต้ดิน และบริเวณริมถนน ไอเสียจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การปนเปื้อนของน้ำมัน กระบวนการแปรรูปและปรุงอาหาร โดยการอบ ปิ้ง ย่าง ทำให้มี PAHs ปนเปื้อนในอาหารได้ โดยทั่วไปเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำ ความเป็นพิษเรื้อรังสามารถก่อมะเร็งในอวัยวะ PAHs เข้าสู่ร่างกายหลายวิธี ทั้งโดยการกินอาหารปนเปื้อน PAHs สูดดมไอระเหยหรือเขม่าควันไฟที่มี PAHs ผสมอยู่ หรือสัมผัสทางผิวหนัง

 
 
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (22/11/54

จีนพบขนมจีบปนเปื้อนแบคทีเรีย golden staph

 
               จากเหตุการณ์กรณีอื้อฉาวด้านอาหาร ล่าสุดจีนตรวจพบผลิตภัณฑ์ขนมจีบแช่แข็งผลิตโดยบริษัท Wanchai Ferry ปนเปื้อนแบคทีเรีย golden staph ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และก่อนหน้านี้ จีนพบว่าผลิตภัณฑ์ขนมจีบแช่แข็งที่จำหน่ายโดยบริษัท  Sanquan และ Hai Pa Wang ในมลฑลกวางตุ้งปนเปื้อนแบคทีเรียชนิดเดียวกัน

               ฝ่ายบริหารอุตสาหกรรมและพาณิชย์เมืองนานจิงได้สั่งให้เรียกคืนผลิตภัณฑ์ขนมจีบแช่แข็งดังกล่าว ด้านนาย Ding Feng รองผู้จัดการซุเปอร์มาร์เก็ต Jin Runfa เมืองนานจิง กล่าวว่า ได้เก็บผลิตภัณฑ์ทั้งหมดออกจากชั้นวางจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว

 &! nbsp;             ยอดจำหน่ายอาหารแช่แข็งลดลงอย่างมาก เนื่องจากเหตุการณ์อื้อฉาวดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม
ร่างระเบียบใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงหารือในกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้มีแบคทีเรียปนเปื้อนอาหารในระดับเล็กน้อยได้ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าสามารถทำลายเชื้อ golden staph ได้ด้วยการปรุงอาหาร ดังนั้นจริงไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป
 
 
ที่มา : Xinhua News (22/11/54)

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่น ระงับขายข้าวจากเขตโอนามิ ฟุกุชิมะ

รัฐบาลญี่ปุ่นมีคำสั่งระงับการขายข้าวที่มาจากเขตโอนามิ จังหวัดฟุกุชิมะ หลังจากพบว่าข้าวจากฟาร์มแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตปนเปื้อน ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ราว 60 กิโลเมตร ปนเปื้อนซีเซียมเกินมาตรฐาน

นายโอซามุ ฟูจิมูระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าพบซีเซียมปนเปื้อนในระหว่างการตรวจสอบก่อนการขนส่งข้าว โดยตรวจพบระดับซีเซียมมากถึง 630 เบคเคอเรลต่อ 1 กิโลกรัม เกินกว่าระดับปลอดภัยที่ 500 เบคเคอเรลต่อ 1 กิโลกรัม แต่ไม่มีการจำหน่ายข้าวดังกล่าวออกสู่ตลาด นอกจากนี้ยังระบุว่า ได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวั! ดฟุกุชิมะห้ามจำหน่ายข้าวที่เก็บเกี่ยวในเขตโอนามิ จังหวัดฟุกุชิมะ

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลได้ระงับการจำหน่ายข้าวจากบริเวณนี้


ที่มา : BBC (21/11/54)

ยันข่าวเหตุน้ำท่วมทำอียูและสหรัฐฯ เข้มงวดสินค้าอาหารจากไทยโคมลอย

ตามที่มีข่าวสอบถามว่าได้รับทราบจากกระทรวงการต่างประเทศว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่าสหภาพยุโรปจะห้ามนำเข้าอาหารไทยอันเนื่องมาจากสาเหตุน้ำท่วม ทำให้ไม่มั่นใจในคุณภาพที่น้ำประปาไทยที่นำไปผลิตอาหารเพื่อการส่งออกนั้น ในนการประชุมทีมประเทศไทย อันประกอบด้วยหน่วยราชการไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ต่างๆ เช่น สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรฯ สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 สรุปได้ว่าไม่พบว่าสหภาพยุโรปแสดงความกังวลในเรื่องนี้

อนึ่ง มีข่าวจ! ากหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ว่า USFDA ขอเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบอาหารจากไทยเป็น 100% เพราะอาจปนเปื้อนจากเหตุปัญหาน้ำเน่าเสียนั้น จากข้อเท็จจริงปรากฎว่า การเพิ่มการสุ่มตรวจสอบสินค้าประมงที่นำเข้าสหรัฐฯ นั้น เป็นการดำเนินการตามกฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่จากสหรัฐฯ และดำเนินการกับประเทศคู่ค้าทุกประเทศ


ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงวอชิงตัน
! ; สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงบรัสเซลส์ (21/11/54)

ยันข่าวเหตุน้ำท่วมทำอียูและสหรัฐฯ เข้มงวดสินค้าอาหารจากไทยโคมลอย

ตามที่มีข่าวสอบถามว่าได้รับทราบจากกระทรวงการต่างประเทศว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่าสหภาพยุโรปจะห้ามนำเข้าอาหารไทยอันเนื่องมาจากสาเหตุน้ำท่วม ทำให้ไม่มั่นใจในคุณภาพที่น้ำประปาไทยที่นำไปผลิตอาหารเพื่อการส่งออกนั้น ในนการประชุมทีมประเทศไทย อันประกอบด้วยหน่วยราชการไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ต่างๆ เช่น สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรฯ สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์ฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 สรุปได้ว่าไม่พบว่าสหภาพยุโรปแสดงความกังวลในเรื่องนี้

อนึ่ง มีข่าวจ! ากหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ว่า USFDA ขอเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบอาหารจากไทยเป็น 100% เพราะอาจปนเปื้อนจากเหตุปัญหาน้ำเน่าเสียนั้น จากข้อเท็จจริงปรากฎว่า การเพิ่มการสุ่มตรวจสอบสินค้าประมงที่นำเข้าสหรัฐฯ นั้น เป็นการดำเนินการตามกฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่จากสหรัฐฯ และดำเนินการกับประเทศคู่ค้าทุกประเทศ


ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงวอชิงตัน
! ; สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงบรัสเซลส์ (21/11/54)

บริษัทชามาเลเซียถูกปรับเนื่องจากใช้สีผสมอาหารต้องห้าม

บริษัท Gold Leaf Manufacturing Company ถูกปรับย้อนหลัง 4 ปีเป็นจำนวนเงิน 20,000 ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 6,376 ดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากพบว่ามีการใช้สีผสมอาหารที่ถูกห้ามใช้ในกฎหมาย Food Regulation Act ปี 1985
ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์จาก Malaysia’s Department of Chemistry พบว่ามีสีผสมอาหาร Yellow Sunset FCF และ Tartrazine ซึ่งบริษัทนี้ถูกตรวจพบว่ามีการกระทำผิดในข้อหาดังกล่าวถึง 3 ครั้ง ในปี 2550 2551 และ 2552 Samuil-Ashton Satu เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกล่าวว่าการใช้สีผสมอาหารดังกล่าวนั้นนอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอแล้วยั! งสามารถบ่อนทำลายสุขภาพของผู้บริโภคด้วย


ที่มา : Meatpoultry(21/11/54

เอเชียมีความต้องการผลิตภัณฑ์เนื้อฮาลาลสูงขึ้น

US Meat Export Federation (USMEF) เผยว่าส่วนที่เจริญเติบโตเร็วที่สุดในการส่งออกเนื้อวัวของสหรัฐฯ คือผลิตภัณฑ์ฮาลาล ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งออกไปยังตลาดในตะวันออกกลาง ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นจำนวนมาก ความนิยมเนื้อวัวฮาลาลนั้นยังมีการเจริญเติบโตในบางพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองฮาลาลในการนำเข้า

Sabrina Yin ผู้อำนวยการ USMEF ประจำเอเชียตะวันตกเฉียงใต้กล่าววว่า ใบรับรองฮาลาลเป็นสิ่งที่จำเป็นในอินโดนีเซียและมาเลเซีย แม้แต่ในสิงคโปร์ซึ่งมีจำนวนประชากรมุสลิมเพิ่มมากขึ้นและยังเป็นประเทศที่นักท่องเที! ่ยวตะวันออกกลางนิยม นอกจากนี้ทางภาคใต้ของไทยที่ติดกับมาเลเซีย และทางตะวันตกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์เองก็มีความต้องการเนื้อวัวฮาลาลสูงมากเช่นกัน

Joel Haggard รองประธานUSMEF ประจำทวีปเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ได้นำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ นั้นก็ยังนิยมเนื้อฮาลาลมากแม้ว่าการนำเข้าจะไม่ต้องใช้ใบรับรองฮาลาลก็ตาม



ที่มา : Meatpoultry (21/11/54)

คาด ผลผลิตข้าวฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 5.7 % ในปี 2554

สำนักงานสถิติการเกษตรฟิลิปปินส์ (BAS) คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวเปลือกของฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้น
5.7 % เป็น 16.68 ล้านตันในปี 2554 เนื่องจากฟิลิปปินส์ฟื้นฟูจากภาวะแห้งแล้งที่ยาวนานเมื่อปี 2553
นอกจากนี้ พื้นที่เก็บเกี่ยวอาจเพิ่มขึ้นอีก 4.2 % เป็น 4.54 ล้านเฮ็คตาร์ และคาดว่าปริมาณผลผลิตอาจแตะที่ระดับ 3.68 ตันต่อเฮ็คตาร์ เพิ่มขึ้น 1.5 %จากปี 2553

อย่างไรก็ตาม ผลการคาดการณ์ในครั้งนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 17.4 ล้านตัน BAS ระบุว่าไต้ฝุ่นเนสาตและนาล! แก ทำให้พื้นที่การเพาะปลูกเสียหายและลดปริมาณผลการเก็บเกี่ยวในไตรมาสที่ 4 ด้านฤดูการเก็บเกี่ยวสำคัญในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ปี 2554 BAS คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวอาจลดลง 8.8 % เหลือ 5.93 ล้านตัน โดยคิดจากผลผลิตต่อพื้นที่ ขณะที่คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวโพดจะอยู่ที่เกือบ 7 ล้านตันในปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้น 10 % จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 6.38 ล้านตัน นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวโพดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม อาจลดลง 7.1 % เหลือ 3.68 ล้านตัน ในปี 2554



ที่มา : Xinhua News (21/11/54

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แนวโน้มการส่งออกอาหารทะเลเวียดนามปี 2554

 
                แนวโน้มการส่งออกอาหารทะเลเวียดนามปี 2554 สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

                 1. สมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลของเวียดนาม (The Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP ) คาดการณ์ตัวเลขการส่งอาหารทะเลปี 2554 ไว้ว่าอาจมีแนวโน้มสูงถึง 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาส่งออกเพิ่มขึ้นและความต้องการซื้อสูงจากต่างประเทศ สำหรับตัวเลขการส่งออกในช่วงมกราคม – สิงหาคม 2554 มียอดส่งออกรวมทั้งหมดเกือบ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ เพิ่มขึ้น 24.4 % เมื่อเท! ียบกับปีที่ผ่านมา โดยส่งออกไปยังตลาดที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และอิตาลี เพิ่มขึ้น 42.7, 57.3 และ 45.1 ตามลำดับ
                     อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในเขตที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง (ปลา Tra) ประกอบกับความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากผู้แปรรูปอาหารทะเลภายในประเทศ น่าจะส่งผลให้ราคาวัตถุดิบ (ปลา) ในปีนี้คงอยู่ในระดับสูงต่อไปหรืออาจมีผลต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2555 การที่ราคาสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการส่งออกปลาของเวียดนาม

                 2. จากการที่การเพาะเลี้ยงกุ้งของเวียดนามที่ต้องเผชิญปัญหาโรคระบาดนานหลายปี ทำให้ผลผลิตกุ้งกุลาดำของประเทศลดลง ฟาร์มเลี้ยงกุ้งจำนวนมากจึงได้หันมาเพาะเลี้ยงกุ้งขาว (white shrimp) แทน เนื่องจากแข็งแรง เลี้ยงง่ายและมีระยะเวลาเพาะเลี้ยงสั้นกว่ากุ้งกุลาดำ ทำให้สัดส่วนการส่งออกกุ้งเปลี่ยนแปลง โดยคาดการณ์ว่าการส! ่งออกุ้งขาวอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 มาอยู่ที่ 200,000 ตัน ส่วนการ! ส่งออกกุ ้งกุลาดำมีแนวโน้มลดลงจาก 350,000 ตันในปี 2553 มาอยู่ที่ 300,000 ตันในปี 2554
                      จากการที่ราคากุ้งอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการซื้อที่รุนแรงจากตลาดต่างประเทศ และการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศผู้ผลิตที่สำคัญหลายแห่งได้รับความเสียหาย ส่งผลให้การส่งออกกุ้งของเวียดนามในช่วงครึ่งปีแรกมีอัตราเติบโตสูง นอกจากนี้ การส่งออกกุ้งของเวียดนามอาจมีแนวโน้มดีขึ้นอีก เนื่องจากเมื่อต้นเดือนกันยายน 2554 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (DOC) ประกาศผลการทบทวนภาษีทุ่มตลาด (AD) ครั้งที่ 5 ขั้นสุดท้ายสำหรับกุ้งที่สหรัฐฯ นำเข้าจากเวียดนาม โดยจะปรับอัตราภาษี AD จากบริษัทผู้ส่งออกของเวียดนามได้แก่ Minh Phu, Nha Trang Seafood และ Camimex ลดลง และ ผู้ส่งออกอีก 28 รายของเวียดนามจะลดลงจาก 3.92 % เหลือ 1.04 โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 12 กันยายน 2554 เป็นต้นไป (อัตราภาษี AD ดังกล่าวคำนวณจากกุ้งที่นำเข้าระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 52 – 31 ม.ค. 53) การปรับลดภาษี AD น่าจะส่งผลให้เวียดนามส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐ! ฯ ได้เพิ่มขึ้น

คาดปริมาณผลิตน้ำตาลจีนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 
                สำนักข่าวซินหัว-เขตฯ กว่างซีจ้วงรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ฤดูกาลผลิต ปี 2554-2555ปริมาณการผลิตน้ำตาลในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ฤดูกาลผลิต

                ปัจจัยจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนส่งผลให้สถานการณ์ผลผลิตน้ำตาลภายในประเทศลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ฤดูกาลผลิต 2551-2552 เป็นต้นมา 

                ฤดูกาลผลิต 2553-2554 จีนมีปริมาณการผลิตน้ำตาล 10.4542 ล้านตัน ทำให้น้ำตาลขาดตลาด 2.5 – 3 ล้านตัน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำตาลภายในประเทศพุ่งสูงเป็นปร! ะวัติการณ์ โดยราคาเสนอขายในพื้นที่ผลิตจากตันละ 2,800 หยวนในเดือน ตุลาคม 2551 ไต่ระดับสูงถึงตันละ 7,800 หยวนเมื่อเดือนสิงหาคม 2554  (ปัจจุบัน ราคาเสนอขายในพื้นที่ผลิตผันผวนอยู่ที่ตันละ 7,200 – 7,300 หยวน) ส่วนราคานอกพื้นที่ผลิตทะลุตันละ 8,000 หยวนไปแล้ว 

                ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงน้ำตาลคาดการณ์ว่า ในฤดูกาลผลิตปี 2554-2555 ปริมาณการผลิตน้ำตาลในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

                เจ้าหน้าที่จากสมาคมน้ำตาลในพื้นที่ผลิตหลักของประเทศได้ร่วมรายงานผลการคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำตาลในฤดูกาลผลิตนี้ (2554-2555) พบว่า แต่ละพื้นที่ได้ประมาณการณ์ปริมาณการผลิตในพื้นที่ตนเองเพิ่มขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน 

                อาทิ เขตฯ กว่างซีจ้วง คาดการณ์เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 ล้านตัน มณฑลยูนนาน เพิ่มขึ้นมากกว่า 2.1 ! ล้านตัน มณฑลกว่างตง เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านตัน และมณฑลไห่หนานมี! หวังเพิ่ มขึ้น 3 แสนตัน ทำให้ปีนี้ จีนน่าจะมีปริมาณการผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น 12 ล้านตัน บวกลบไม่เกิน 1 ล้านตัน 

                นายหวัง เจ๋อ นักวิเคราะห์ตลาดสินค้าล่วงหน้าจากมณฑลเจ้อเจียง แสดงความเห็นว่า แนวโน้มการผลิตน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น และการปล่อยน้ำตาลสำรองของรัฐบาลกลาง (9 ครั้ง ปริมาณกว่า 1.86 ล้านตัน) จะช่วยลดช่องว่างของตลาดบริโภคภายในประเทศได้เป็นอย่างดี 

                “ในฤดูกาลผลิตใหม่ ปริมาณอุปสงค์อุปทานน้ำตาลในตลาดจะเกิดภาวะสมดุล และตลาดน้ำตาลภายในประเทศจะมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น “ นายหวัง กล่าว
 
 
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง(17/11/54

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จีนขอความเห็นร่างกฎหมายห้ามโฆษณานมผงใหม่

 
                หนังสือพิมพ์ Beijing Daily รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขจีนขอความคิดเห็นจากประชาชนเรื่องร่างกฎระเบียบห้ามการโฆษณานมผงเด็ก หากระเบียบดังกล่าวได้รับการอนุมัติ จะมีผลให้ห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ เช่น ลดราคา ให้ของกำนัล แจกตัวอย่างสินค้า หรือแม้กระทั่งแจกโบรชัวร์

               ร่างดังกล่าวมีความเข้มงวดกว่ากฎหมายปัจจุบันซึ่งห้ามเพียงแค่การส่งเสริมการขายโดยการให้ของกำนัลและลดราคาสินค้า

                นอกจากจะควบคุมผู้ผลิตและผู้จำหน่ายแล้ว จะมีการควบคุมผู้โ! ฆษณาเช่นกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะห้ามกระทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา แม้กระทั่ง การออกแบบ การผลิต การตีพิมพ์ และดิสเพลย์

                นอกจากนี้ โรงพยาบาลและแพทย์จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขายหรือการจำหน่ายนมผงเด็ก

                ทั้งนี้ ร่างกฎระเบียบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการให้นมบุตรด้วยนมมารดา

 
 
ที่มา : Xinhua News (16/11/54)

ไฟเขียวสารให้ความหวาน stevia

 
                สหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้สาร steviol glycosides ในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสารให้ความหวานธรรมชาติที่มาจากต้น stevia คาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 3 ธันวาคม 2554 

                Steviol glycosidesได้รับการพิจารณาว่าเป็นกลุ่มสารให้ความหวานที่มีความเข้มข้นสูง (250-300 เท่าของซูโครส) มีการใช้สารให้ความหวานดังกล่าวในอาหารในหลายประเทศ เช่นออสเตรเลีย และมีความสำคัญต่อผู้บริโภคที่สนใจอาหารเพื่อสุขภาพเนื่องจากมีปริมาณแคลอรี่ต่ำและมีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic load) เป็น 0

 &n! bsp;              มติของสภายุโรปซึ่งผลักดันจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (EFSA) ยืนยันจุดยืนอันยาวนานของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสารปรุงแต่งอาหารขององค์การอนามัยโลก (JECFA) ที่ระบุว่า steviol glycocides ปลอดภัยทุกคนสามารถบริโภคได้ และเหมาะสำหรับเป็นทางเลือกของผู้เป็นเบาหวาน นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังมีข้อสรุปว่าสารให้ความหวานชนิดนี้ไม่เป็นสารก่อมะเร็ง และไม่เป็นสารก่อพิษในระดับพันธุกรรม การสืบพันธุ์ และการเจริญเติบโต

                ในปี 2552 สหภาพยุโรปอนุญาตชั่วคราวให้ฝรั่งเศสจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ stevia เป็นเวลา 2 ปี 

                ทั้งนี้ในปี 2551 steviol glycosides สามารถใช้ได้ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และในปีเดียวกับสารให้ความหวานดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าปลอดภัย (GRAS) ในสหรัฐฯ นับแต่นั้นเป็นต้นมาอาหารและเครื่องดื่มในหลายป! ระเทศเริ่มปรับปรุงสูตรให้มีส่วนประกอบของสารให้ความหวานดังกล่าว! โดยมีปริ มาณแครอลี่เป็น 0 หรือลดลงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการใช้ steviol glycoside ในบริษัทผู้นำน้ำอัดลมที่จำหน่ายทั่วโลกได้แก่ Coca-cola และ PepsiCo ซึ่งยิ่งทำให้สารให้ความหวานดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ
 
 
ที่มา : Australian Food News(16/11/54)

มะกันยกเลิกกำหนดค่า MRL ของสาร Psuedomonas fluorescens Strain CL145A

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกกำหนดค่า MRL ของสาร Psuedomonas fluorescens Strain CL145A ในอาหารทุกชนิด เมื่อใช้เป็นสารเคมีกำจัดหอย (molluscicide)
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2554

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2011-08-24/html/2011-21249.htm


ที่มา : มกอช.(15/11/54)

อียูกำหนดค่า MRL

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 สหภาพยุโรปประกาศใช้ค่า MRL ตามระเบียบ Commission Regulation No.508/2011 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 โดยแก้ไขภาคผนวก 2 และ 3 ของ Regulation No. 396/2005 ของค่าสารต่อไปนี้ abamectin, acetamiprid, cyprodinil, difenoconazole, dimethomorph, fenhexamid, proquinazid, prothioconazole, pyraclostrobin, spirotetramat, thiacloprid, thiamethoxam และ trifloxystrobin ในผลิตภัณฑ์บางรายการ
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2554

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://members.wto.org/crnattachments/2011/sps/EEC/11_3047_00_e.pdf

EFSA ชี้ พบสารฆ่าแมลงผิดกฎหมายในอาหารอียูน้อยลง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (EFSA) ระบุว่า พบอาหารที่มีสารฆ่าแมลงเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในของปี 2552 ลดน้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2549 โดยในปี 2549 ลดลงจาก 4.4% เหลือเพียง 1.4% ในปี 2552
EFSA ใช้ตัวอย่างอาหารในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ จำนวน 67,000 ตัวอย่าง เกือบ 300 ชนิด เพื่อตรวจสอบอาหารที่มีปริมาณค่า MRL เกินกว่าที่กำหนดในปี 2552
รายงานระบุว่าจำนวนสารฆ่าแมลงที่เกินกว่ามาตรฐานลดลงโดยสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในสหภาพยุโรปในปี 2! 551 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการอนุญาตการใช้และวิธีการใช้สารฆ่าแมลง การปรับปรุงระบบรายงานข้อมูล และการบังคับใช้บทบัญญัติทั่วไปของกฎหมายอาหารสหภาพยุโรป
อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์ค่า MRL เกินมาตรฐานสูงสุดคือ ผักและผลไม้ เช่น องุ่นทานสด (2.8 %) พริกไทย (1.8 %) มะเขือม่วง (aubergine) ข้าวสาลี (0.8 %) โดยรวม จำนวนสารฆ่าแมลงที่พบในผลไม้ ถั่ว และผัก มีมากกว่าที่พบในธัญพืช
ทั้งนี้ สารที่พบมากที่สุดคือ HCH alpha และ dimethoate และ ปริมาณสารฆ่าแมลงที่พบในพริกไทยอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมากที่สุด



ที่มา : Food Production Daily (15/11/54)

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร tetraconazole

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องกำหนดค่าสารตกค้างของสาร tetraconazole รวมถึง metabolites และ degradates ใน

· โคกระบือ ไขมันที่ 0.15 ppm
· ตับโคกระบือที่ 1.50 ppm
· เนื้อวัวยกเว้นตับที่ 0.15 ppm
· &nb! sp; ข้าวโพดไร่ ซัง ที่ 1.1 ppm
· ข้าวโพดไร่ เมล็ดที่ 0.01 ppm
· ข้าวโพดคั่วที่ 1.7 ppm
· เมล็ดข้าวโพดที่ 1.7 ppm
· ไขมันแพะที่ 0.15 ppm
· ไขมันม้าที่ 0.15 ppm
· ตับม้าที่ 0.50 ppm
· เนื้อม้า(ยกเว้นตับ) ที่ 0.15 ppm
· ! l ow growing berry พืชกลุ่ม 13-07G ยกเว้น เครนเบอร์รี่ที่ 0.25 ppm
· นม 0.03
· ไขมันนม 0.75 ppm
· เนื้อสัตว์ปีก 0.05 ppm
· ไขมันแกะที่ 0.15 ppm
· เนื้อแกะ(ยกเว้นตับ)ที่ 0.15 ppm
· small fruit vine climbing ยกเว้น fuzzy kiwifruit พืชกลุ่ม 13-07F ที่ 0.20 ppm

&! nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ยกเลิกค่าเสารที่ใช้กับองุ่นเพราะกำหนดองุ่นให้อยู่ประเภทเดียวกับพืชยกเว้น fuzzy kiwifruit และพืชกลุ่ม 13-07F

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554 )

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร metconazole

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของการกำหนดค่าสารตกค้างของสาร metconazoleในบุ๊ซเบอร์รี่ พืชหัว และผักประเภทหัว พืชกลุ่ม IC ที่ 0.04 ppm มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554

สหรัฐฯกำหนดค่าสารตกค้างของสาร fluoxastrobin

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐแจ้งเวียนต่อประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของการกำหนดค่าสารตกค้างของสาร fluoxastrobin ในพืชตระกลูเต้า/แตงกวา พืชกลุ่ม 9B of .50 ppm มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคม 2554



ที่มา : มกอช. ( 26 ตุลาคม 2554

แคนาดากำหนดค่า MRL ของสาร Imazamox

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 แคนาดาแจ้งเวียนต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องประกาศใช้ค่า MRL ของสารกำจัดศัตรูพืช Imazamox ในเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดงา มัสตาร์ด ที่ 0.05 ppm

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก

http://www.hc-sc.gc.ca/cps-spc/pubs/pest/_decisions/emrl2011-49/index-eng.php



ที่มา : มกอช. ( 25 ตุลาคม 2554

มะกันกำหนดสารตกค้าง thiamethoxam

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สหรัฐฯ แจ้งเวียนต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรการสุดท้ายของสารตกค้างของสาร thiamethoxam ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีผลบังคับใช้เมื่อ 17 สิงหาคม 2554 มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

· ถั่วลิสง 0.05 ppm
· Peanut hay 0.25 ppm
· อาหารถั่วลิสง 0.15 ppm
· ซังอัลฟัลฟ่า 0.05 ppm
· หญ้าอัลฟัลฟ่า 0.12 ppm
· สินค้าอาหารและสินค้าอาหารสัตว์ (อื่นๆ นอกจากนี้รวมถึงค่าที่สารสูงกว่าที่ใช้กับพืชกลุ่ม) ข้อกำหนดสำหรับการจัดการอาหารและอาหารสัตว์ที่ 0.02 ppm



ที่มา : มกอช. ( 25 ตุลาคม 2554

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การเติบโตของตลาดอาหารฮาลาลในอิตาลี

ปัจจุบันตลาดอาหารฮาลาลทั่วโลกมีอัตราการเติบโตถึงสองเท่า แม้แต่ในอิตาลีเองก็มีบริษัทต่างๆ ให้ความสนใจอาหารฮาลาลมากขึ้น และเร็วๆนี้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีฉลากฮาลาลอาจจะหาได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
ได้มีการริเริ่มนำฉลากฮาลาลเข้ามาใช้ในประเทศอิตาลีเมื่อปีที่แล้วโดย Islamic Religious Community โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร นาย Humid Roberto Distefano ผู้บริหารจัดการสินค้าฮาลาลประจำปอิตาลี กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของตลาดสินค้าฮาลาลนั้นมีมากถึง 4 – 5 ล้านยูโร ฉลากฮาลาลนั้นจะทำให้เกิดความเคลื่! อนไหวเปลี่ยนแปลงและมีความเกี่ยวข้องกับหลายด้านโดยเฉพาะกับการส่งออก เพราะในปัจจุบันแม้ว่าตลาดภายในประเทศอิตาลีจะประกอบไปด้วยชาวมุสลิมกว่า 1.5 ล้านคน แต่สินค้าฮาลาลนั้นจะหาซื้อได้ตามร้านค้าเล็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในชุมชนแออัด ซึ่งในด้านนี้ฉลากฮาลาลสามารถจะช่วยให้เกิดการผสมผสานและแบ่งปันวัฒนธรรมการบริโภคได้


ที่มา : Halalfocus.com (21/10/54

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อียูลงนามข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU)

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 สหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯ ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) โดยผู้ลงนามฝ่ายสหภาพยุโรป ได้แก่นาง Maria Damanaki กรรมาธิการยุโรปด้าน Maritime Affairs and Fisheries และผู้ลงนามฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ Dr. Jane Lubchenco, National Oceanic and Atmospheric Administration โดยทั้ง 2 ฝ่ายยินดีพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่ออนุรักษ์การทำประมงที่ยั่งยืน

การลงนามความร่ว! มมือของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือด้านการจัดการประมงครั้งแรก ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าสินค้าประมงมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก รองลงมา อันดับที่ 2 คือ ญี่ปุ่น และที่ 3 คือ สหรัฐฯ ซึ่งจากการร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ จะส่งผลป้องกันการทำประมงแบบ IUU ได้เป็นมูลค่าถึง 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของสหภาพยุโรป ได้ออกกฎระเบียบ IUU และกำลังอยู่ในช่วงระหว่างปรับโครงสร้างนโยบายการประมงร่วมใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ออกกฎระเบียบ High Seas Driftnet Fishing Moratorium Protection Act. และปัจจุบันมีนโยบายที่จะระงับการทำประมงแบบทำลายสต็อกปลา (overfishing) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสต็อกปลาที่มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดมีการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ/สหภาพยุโรป (19 ต.ค.2554

แนวโน้มราคาปลาทูน่าที่สูงขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบปลาทูน่าในตลาดโลก

ปัจจุบัน ราคาปลาทูน่าสด Skipjack ที่ซื้อขายในตลาด มีราคาสูงขึ้นถึง 6,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากประเทศในหมู่เกาะ Western and Central Pacific ประกาศระงับการจับปลาทูน่าด้วยอวน รวมถึงการระงับการทำประมงชั่วคราวในแถบ Eastern Pacific ขณะเดียวกัน 8 ประเทศภาคีภายใต้ข้อตกลงนาอูรู หรือ PNA ก็มีการเรียกร้องให้มีการลดการจับปลาทูน่าในปี 2011 เพื่ออนุรักษ์สต๊อกปลาทูน่า โดยการให้ลดชั่วโมงการจับปลาจาก 40,000 ชั่วโมงเป็น 28,469 ชั่วโมง ด้วยสาเหตุต่างๆเหล่านี้จึงทำให้จำนวนวัตถุดิบปลาทูน่าลดลงและส่งผลให้ปลาทูน่ามีราคาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

&nbs! p; ทั้งนี้ PNA ได้ออกมากล่าวว่าเป็นความตั้งใจของ PNA ที่จะดึงราคาปลาทูน่าให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการสร้างขีดความแข่งขันที่ดีให้กับกลุ่ม PNA นั่นเอง




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่าวประเทศประจำสหภาพยุโรป (11 ตุลาคม 2554

โรคหูหมูสีน้ำเงินระบาดในภาคใต้เวียดนามอีกระลอก

โรคหูสุกรสีน้ำเงินระบาดในเขตจังหวัดภาคใต้เวียดนาม ซึ่งสร้างความกังวลว่าโรคดังกล่าวจะระบาดไปยังเขตจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่ออากาศเย็นลง

นาย Diep Kinh Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท กล่าวว่า โรคดังกล่าวระบาดในจังหวัด Long An, Tien Giang, Soc Trang, Tay Ninh และ Quang Nam และให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าเจ้าหน้าท้องถิ่นควรใช้มาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมการระบาดเพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณเนื้อสุกรเพียงพอสำหรับการบริโภคในช่วงปีนี้

นาย Diep Kinh Tan ยังให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการเชือด การค้า การขนส่งสุกรที่ติดโรคเข้าและออกนอกจากเขตพื้นที่ควบคุม และควรทำลายสุกรที่ติดเชื้อ

นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีนโรคหูสุกรสีน้ำเงินจำนวน 500,000 โดสให้แก่จังหวัดต่างๆ

นับตั้งแต่ 13 ตุลาคม สุกรกว่า 18,900 ตัวติดเชื้อ ในจังหวัด Long An สุกรจำนวน 13,518 ตัวติดเชื้อ โดย 4,258 ตัวถูกทำลาย และในจังหวัด Tay Ninh มีสุกรติดเชื้อ 2,694 ตัว ซึ่งได้ถูกทำลายแล้ว 756 ตัว




ที่มา : Vietnam News (19 ตุลาคม 2554

พาณิชย์ชงครม.ไฟเขียวนำเข้าพืช 9 ชนิด ตามกรอบ "แอคเมคส์"

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) กับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดีเจ้าพระยา และแม่โขง (แอดเมคส์) ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาอนุมัติต่อ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการนำเข้าชนิดพืชและปริมาณที่จะนำเข้า ภายใต้แผนการลงทุนคอนแทรคฟาร์มมิ่งจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงแนวทางการดูแลการนำเข้า ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และอุตสาหกรรมของไทย การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนงาน และการนำเข้าไม้ยูคาลิปตัสมาแปรรูปในประเทศ

โดยได้กำหนดพืชที่จะนำเข้าภายใต้แผนดังกล่าว 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 400,000 ตัน ถั่วเหลือง 100,000 ตัน ถั่วเขียวผิวมัน 12,000 ตัน ถั่วลิสง 6,500 ตัน งา 10,200 ตัน ข้าวโพดหวาน 22,000 ตัน ลูกเดือย 50,000 ตัน ละหุ่ง 2,500 ตัน มันสำปะหลัง (มันสดและมันเส้น) 355,000 ตัน ส่วนไม้ยูคาลิปตัสปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมเกิดความขาดแคลน เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก ฯลฯ จึงต้องมีการนำเข้า

นายยรรยงกล่าวว่า ขณะนี้การนำเข้าสินค้าเกษตรตามกรอบความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านมีหลายหน่วยงานดูแล ซึ่งในอนาคตอาจเป็นอุปสรรคและปัญหาของไทยเองโดยเฉพาะภายหลังการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล และกำหนดปริมาณ ช่วงเวลา การนำเข้าให้เหมาะสม ไม่กระทบต่อช่วงเวลาเพาะปลูกของไทย จนทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำ รวมถึงลดปัญหาการลักลอบนำเข้าหรือส่งออก ที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับการลงทุนภายใต้คอนแทรคฟาร์มมิ่ง เป็นความช่วยเหลือที่ไทยมีต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยการอนุญาตให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนเพาะปลูกสินค้าทั้ง 9 ชนิดในประเทศเพื่อนบ้าน และให้นำเข้ามาใช้ประโยชน์ในไทยได้ โดยผู้นำเข้าจะได้จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรนำเข้าในอัตรา 0% เหมือนการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรี(อาฟต้า) แต่เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า หรือนำเข้ามากเกินปริมาณที่กำหนด จึงกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใบรับรองสุขอนามัยพืช ต้องรายงานปริมาณการนำเข้า การ ใช้ การจำหน่าย และสต็อกคงเหลือต่อกรมการค้าค่างประเทศ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภายใน 10 วัน นับแต่วันนำเข้า และต้องนำเข้าเฉพาะด่านที่กำหนดเท่านั้น




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (19 ตุลาคม 2554)

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปลา Tra ขายดี ความต้องการล้นกำลังผลิต

จากข้อมูลของสมาคมผู้แปรรูปและผู้ส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (VASEP) มีโรงงานแปรรูป ปลา Tra ในกลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงกว่า 120 แห่งที่ต้องให้ผลิตปลา Tra ให้ได้วันละ 5,000 ตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 แต่สามารถผลิตได้ไม่ถึงวันละ 4,000 ตันเท่านั้น การขาดแคลนปลา Tra เป็นผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 26,500 ดองเมื่อปลายเดือกันยายน 2554 เพิ่มขึ้น 1,000 ในระยะเวลา 2 สัปดาห์

Luu Bach Thao ผู้อำนวยการของบริษัท Viet An Seafood JSC กล่าวว่าบริษัทแปรรูปปลา Tra ที่ไม่มีฟาร์มปลาเป็นของตัวเองต้นสาเหตุทำให้กำลังการผลิตไม่พอต่อความต้องการและผู้ค้าปลาเป! ็นต้นเหตุเก็งราคาให้แพงขึ้น

อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีฟาร์มปลาเป็นของตัวเองก็ขาดแคลนปลา Tra สำหรับการแปรรูปเช่นกัน นาย Minh รองประทานของ VASEP และผู้อำนวยการของบริษัท Hung Vuong Seafood JSC กล่าวว่าบริษัทของตนไม่สามารถผลิตปลา Tra ให้ได้ 12,000 ตันภายใน 3 เดือนนี้เพื่อได้ตามเป้ากำลังการผลิตของปี 2554 จึงต้องลดการส่งออกปลาก Tra จากเดิมเดือนละ 400 คอนเทนเนอร์เป็น 350 คอนเทนเนอร์ โดยสาเหตุการขาดแคลนปลา Tra เป็นเพราะขาดแคลนลูกปลาที่ใช้เพาะพันธุ์ ซึ่งเป็นผลจากการที่เทขายฟาร์มปลาเทขายปลาเพาะพันธุ์เมื่อปี 2553 หลังเจ้าของฟาร์มได้รับความเสียหายอย่างหนักเนื่องจากผลผลิตปลา Tra มีมากกว่าความต้องการบริโภค

ราคาลูกปลา Tra ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 อยู่ที่กิโลกรัมละ 36,000 ดอง เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นเดือนกันยายนที่ราคากิโลกรัมละ 29,000 ดอง WASEP ระบุอุตสาหกรรมปลา Tra เวียดนามจะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากวิ! กฤติเศรษฐกิจโลก การขาดแคลนปลา Tra จะส่งผลต่อการส่งออกในไตรมาสท! ี่ 4 ของ ปี 2554 และครึ่งปีแรกของปี 2555

ทั้งนี้นอกเหนือจากเวียดนามจะส่งออกปลา Tra ไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ยังขยายการส่งออกไปยังทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย


ที่มา : Vietnam Ne
t(17/10/54

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อียูปรับมาตรการนำเข้าเมล็ดพืชอียิปต์

 
            เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554    สหภาพยุโรปออก Decision 2011/662/EU เรื่องการปรับปรุงมาตรการฉุกเฉินห้ามนำเข้าเมล็ดฟีนูกรีกและเมล็ดพืชบางชนิดจากอียิปต์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โดยอนุญาตให้นำเข้าพืชตระกูลถั่วสดและแช่เย็นจากอิยิปต์ได้ แต่ยังคงห้ามนำเข้าถั่วงอกสดและแช่เย็นอยู่ และปรับปรุงให้ห้ามนำเข้าเมล็ดตั่งฉ่าย (Mustard seed) ทุกชนิด จากเดิมที่กำหนดให้ต้องเป็นเมล็ดตั่งฉ่ายที่ใช้สำหรับเพาะปลูก (Mustard seed, for sowing) เท่านั้น
                สามารถดูรายละเอียดเมล็ดพืชอื่นๆ ที่สหภาพยุโรปห้ามนำเข้าจากอียิปต์ที่ได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:263:0020:0021:EN:PDF
 
 
ที่มา : FSA (13/10/54)

มะกันเรียกคืนนม เหตุพาสเจอร์ไรซ์ไม่เหมาะสม

 
                กระทรวงเกษตรและการดูแลที่ดินรัฐไอโอวา รายงานว่า นมที่ผลิตจากโรงงาน Farmers All Natural Creamery เมือง Wellman รัฐไอโอวา และระบุวันหมดอายุวันที่ 22 ตุลาคม 2554 ถูกเรียกคืนเนื่องจากเกรงว่านมส่วนหนึ่งที่ผลิตจากโรงงานดังกล่าวอาจไม่ได้รับการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรเซอร์อย่างเหมาะสม

                เจ้าหน้าที่ประเมินจากห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของรัฐซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ได้ทำการทดสอบสินค้าดังกล่าว ผลการทดสอบพบเอนไซม์ phosphatase ตกค้าง ซึ่งแสดงว่านมดังกล่าวอาจไม่ได้รับการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์อย่างเหมาะสม การบริโภคน! มดังกล่าวจึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

                นมดังกล่าวผลิตเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 และมีหมายเลขโรงงาน 19888 ระบุบนทุกแกลลอน
ทางโรงงานดังกล่าวเชื่อว่าได้จำหน่ายนมจำนวน 954 แกลลอนให้แก่ผู้กระจายสินค้า 4 ราย แต่ผู้กระจายสินค้าทั้ง 4 รายได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และขณะนี้ได้นำนมออกจากชั้นวางจำหน่ายสินค้าแล้ว
 
 
ที่มา :  Food Safety News(13/10/54)
 

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อินโดตั้งเป้าประมง 22.39 ล้านตันภายในปี 58

 
                 กระทรวงการทางทะเลและประมงอินโดนีเซียวางแผนที่จะเพิ่มผลผลิตประมงให้ได้ 22.39 ล้านตันภายในปี 2558 มากขึ้นจากที่ตั้งเป้าให้เพิ่มขึ้นในปี 2555 14.87 ล้านตัน
                 กระทรวงฯ ประเมินว่าผลผลิตประมงในปี 2554 อาจถึง 12.3 ล้านตัน เทียบกับปี 2553 ซึ่งผลิตได้ 11.2 ล้านตัน Fadel Muhammad รัฐนตรีกระทรวงกรมทงทะเลและประมงอินโดนีเซียเปิดเผยว่า วางแผนที่จะทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำด้านการทำประมงภายในปี 2558 ด้วยเหตุนี้จึงตั้งเป้าผลผลิตประมงที่สูงขึ้นทุกๆปี ผลผลิตประมงของอินโดนีเซียได้แก่ ปลา กุ้ง สาหร่ายโดยจะผลิตด้วยเทคนิคการจับปลาและการเพาะเลี้ยงสัตว์! น้ำ
                Ketut Sugama อธิบดีกรมประมงอินโดนีเซียกล่าวว่าสาหร่ายคิดเป็น 60% ของผลิตภัณฑ์ประมงทั้งหมด
 
ที่มา : FIS (11/10/54)

ไอร์แลนด์จะไฟแดงการขายน้ำนมดิบ เร็วๆ นี้

 
                ไอร์แลนด์อาจระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบเพื่อการบริโภคสำหรับมนุษย์อีกครั้ง ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้ผลิตน้ำนมดิบและกลุ่มผู้สนับสนุนซึ่งให้เหตุผลว่าการระงับดังกล่าวเป็นการจำกัดทางเลือกของผู้บริโภคและจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
                 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 หนังสือพิมพ์ Irish Times รายงานว่า นาย Simon Coveney รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรไอร์แลนด์กล่าวว่าไอร์แลนด์จะระงับการจำหน่ายน้ำนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์โดยเร็วที่สุด 
                ไอร์แลนด์เคยระงับการจำหน่ายน! ้ำนมวัวดิบตั้งแต่ปี 2540 – 2549 แต่ได้ยกเลิกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหภาพยุโรป หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารไอร์แลนด์กล่าวว่า สาธารณสุขสำคัญกว่าตัวเลือกของผู้บริโภค โดยให้เหตุผลว่าการบริโภคน้ำนมดิบอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากมีเชื้อวัณโรค, เชื้อแบคทีเรีย brucellosis, E.coli 0157, Campylobacter และ Salmonella ปนเปื้อน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการบริโภคน้ำนมดิบให้เหตุผลว่าการระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบจะกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงควรออกกฎควบคุมการผลิตและการจำหน่ายเพื่อลดความเสี่ยงแทนที่จะระงับ
                อย่างไรก็ตาม นาย Simon กล่าวว่าการออกกฎควบคุมการผลิตน้ำนมดิบเป็นเรื่องยาก อีกทั้งเสียค่าใช้จ่ายสูง และอาจจะไม่สามารถลดความเสี่ยง 
                ทั้งนี้ การระงับครั้งนี้จะไม่บังคับใช้กับน้ำนมดิบสำหรับผลิตเนยแข็ง
 
 
ที่มา : Food Safety News(11/10/54)

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คาดปี 55 ไทยส่งออกน้ำตาลสูงขึ้น

คาดว่าไทยจะส่งออกน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 ล้านตันในฤดูการเก็บเกี่ยวใหม่ที่จะเริ่มเดือนธันวาคม 2554 ขณะที่คาดว่าส่งออก 7.4 ล้านตันในฤดูเก็บเกี่ยวปัจจุบัน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ว่าไทยมีผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 10.17 ล้านตันในฤดูเก็บเกี่ยวหน้าเมื่อเทียบกับฤดูเกี่ยวปัจจุบันซึ่งมีปริมาณ 9.66 ล้านตัน
ขณะที่ราคาน้ำตาลทั่วโลกลดลงในช่วงนี้ คาดว่าเป็นผลจากผลผลิตผักกาดหวาน (Sugar beet) เพิ่มสูงขึ้นในสหภาพยุโรป ซึ่งในปี 2554 อาจมีไม่ต่ำกว่า 18 ล้านตันนี้ จากเดิมในปี 2553 มี 15.4 ล้านตัน


ที่มา : Bangkok Post (06-10-54)

สหรัฐฯ ไฟเขียวนำเข้าแก้วมังกรไทย

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 สำนักงานตรวจสอบพันธุ์พืชและสัตว์ (APHIS) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แจ้งว่าไทยได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลแก้วมังกรไปยังภาคพื้นทวีปสหรัฐฯ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

• การนำเข้าผลแก้วมังกรจะต้องเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าเท่านั้น

• ผลแก้วมังกรจะต้องผ่านการฉายรังสีตามข้อกำหนด โดยมีปริมาณรังสีที่ดูดกลืนอย่างน้อย 400 เกรย์(Gy)

&! nbsp; • ในกรณีที่ฉายรังสีในไทยก่อนส่งออก APHIS และองค์กรรักขาพืชของไทย คือ กรมวิชาการเกษตร จะร่วมกันตรวจสอบการส่งผลแก้วมังกรแต่ละครั้ง และจะต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) ซึ่งรับรองว่าแก้วมังกรได้รับการฉายรังสี

• ในกรณีที่มีการฉายรังสีเมื่อแก้วมังกรมาถึงสหรัฐฯ การส่งออกผลแก้วมังกรแต่ละครั้งจะต้องได้รับการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตรก่อนการขนส่งและต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยพืชด้วย

• ผลแก้วมังกรอาจถูกตรวจสอบ ณ ท่าเรือ สหรัฐฯ

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://aphis.usda.gov/favir หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ม! กอช.



ที่มา : มกอช.(6-10-54)

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Study: More DDGS possible in laying hen diets

//05 Oct 2011
High corn and soybean prices have made the search for ways to decrease poultry feed costs more important than ever. According to the Poultry Science Association (PSA), researchers at the University of Nebraska have identified one possible approach that may be effective for laying hens: increasing the percentage of dried distillers grains with solubles (DDGS) used in hens’ diets.
DDGS serve as a valuable source of energy, protein and amino acids in poultry diets. The researchers – Drs. Mahmoud Masa’deh, Sheila Purdum, and Katherine Hanford – detail their findings in a recent issue of the journal Poultry Science (“Dried Distillers Grains with Solubles in Laying Hen Diets”; Poult. Sci. 2011 90: 1960-1966).

Affordable poultry feed
“Dried distillers grains with solubles have previously been shown to be a valuable and, especially given current prices of corn and soybean meal, affordable ingredient in poultry diets. Current usage levels of DDGS in poultry diets typically range from 5% up to 10%. What our recent study has shown is that growers can safely explore levels of DDGS in their diets for laying hens up to 15%, and perhaps as high as 25%, with no negative effects on feed intake, egg production, or other key metrics, and with improved yolk colour at the higher levels,” said Dr. Purdum, one of the study’s authors.

The research team’s study comprised two egg production phases, during which diets were formulated to include 0, 5, 10, 15, 20, or 25% corn DDGS. The only difference between the diets in Phase 1 (week 24-46) and Phase 2 (week 47-76) was that in Phase 1, the diets were formulated on a fixed lysine and TSAA (total sulphur amino acids) level. During the second phase, the diets were designed to keep lysine and methionine at a fixed level, but the TSAA levels were allowed to increase due to higher cysteine levels in DDGS.

DDGS Concentration
The researchers found that neither feed intake nor egg production were affected by dietary DDGS concentration in either phase of the study. In Phase 1, however, researchers observed that increases in DDGS levels correlated with a roughly linear decrease in egg weight. However, the negative correlation between DDGS and egg weight was not seen in Phase 2 of the study.

According to the study’s authors, differences in amino acid levels and potential bioavailability as well as changing amino acid balance in Phases 1 and 2 could have been the reason for the reduction in egg weight only during Phase 1.

The authors found no differences in Haugh units due to DDGS levels in either production phase. In addition, the authors observed a linear increase in the retention of nitrogen and phosphorous with increasing levels of DDGS; the output per kilogram (as measured in the hens’ excreta) of these elements, however, decreased linearly as DDGS increased. This result is opposite to what was reported by other researchers, whose work focused on broiler chicks.

Egg yolk colour
One difference the researchers consistently found throughout the study was that egg yolk colour increased linearly with increased dietary levels of DDGS, reaching its greatest Roche colour fan score of 7.2 in eggs from hens fed the diet containing 25% DDGS. According to the authors, this indicates that xanthophylls in the DDGS were “highly available.” They also point out that the xanthophyll content of dried distillers grains with solubles is approximately three times that of corn by weight (34 mg/kg vs. 10.62 mg/kg, respectively). This finding may be useful for producers selling eggs in markets where there is a consumer preference for increased yolk pigmentation.

Source: Poultry Science Association (PSA)

คาดอินเดียจะเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองในปี 2558

ปัจจุบันอินเดียเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของโลก โดยส่งออกถั่วเหลือง 5 % จากผลิตทั้งหมด แต่ The United Soybean Board คาดว่าอินเดียจะต้องกลายเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองในปี 2558 เนื่องจากจำนวนประชากรของอินเดียเพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจขยายตัว ขณะที่พื้นที่การเพาะปลูกลดลง

เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัว 7.7 % และคาดว่าผลผลิตถั่วเหลืองของอินเดียในปี 2554/2555 จะเพิ่มขึ้น 10.5 % เป็น 10.5 ล้านตัน เนื่องจากมีฝนตกชุกเพียงพอ ปัจจุบันอินเดียส่งออกกากถั่วเหลืองประมาณ 4.1 ล้านตัน โดยเป็นการส่งออกไปยังตลา! ดในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกากถั่วเหลืองของอินเดียเป็นที่ต้องการในตลาดเอเชียมากกว่ากากถั่วเหลืองจากละตินอเมริกา เนื่องจากเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม

ทั้งนี้ หากอินเดียหยุดส่งออกกากถั่วเหลืองไปยังตลาดเอเชีย ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นๆด้วย


ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)
จีนรุกลงทุนด้านอาหารและเกษตรในลาตินอเมริกา


เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 – พฤษภาคม 2554 จีนได้ลงทุนในลาตินอเมริกากว่า 15,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นการลงทุนในบราซิล 60 % และในอาร์เจนตินา 40 %

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในลาตินอเมริกาประมาณ 70 % เป็นการลงทุนด้านพลังงานและเหมืองแร่ แต่ปัจจุบัน จีนเน้นการลงทุนด้านการเกษตรขนาดใหญ่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ในอาร์เจนตินา เพราะจีนต้องการแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนอาหารและวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ความต้องการบริโภคอาหารที่ม! ีคุณภาพและเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่การเพาะปลูกลดลง ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรในจีนจึงเริ่มไม่เพียงพอในการผลิตอาหาร ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551


ที่มา : Agri-Business Weekly(5/10/54)

จีนแจ้งกฎระเบียบการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ

จีนออกร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนอาหารต่างชาติ (Provisions on the Administration of the Registration of Foreign Manufacturers of Import Foods) ซึ่งได้แจ้งต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และมีผลบังคับใช้เดือนมีนาคม 2554 สาระสำคัญมีดังต่อไปนี้

• สำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIS) เป็นผู้ดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้าต่างชาติทั้งหมด และมีหน่วยงานด้านรับรอง Certification and Accreditation Administration (CNCA) เป็นผู้ดำเนินการการขึ้นทะเบี! ยนและการตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตสินค้าอาหารนำเข้า

• ผู้ผลิตต่างชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามบัญชีรายชื่อการขึ้นทะเบียน จะได้รับอนุญาตให้ส่งออกสินค้ามายังจีน

• ผู้ผลิตต้องผ่านการประเมินจากหน่วยงานขึ้นทะเบียนของประเทศต้นทาง (Competent Authority : CA) ได้แก่ หน่วยงานด้านสัตวแพทย์ ด้านอารักขาพืช และสาธารณสุข

| • การยื่นขอขึ้นทะเบียน ต้องยื่นผ่านหน่วยงาน CA ในประเทศผู้ผลิต และหน่วยงานนั้นจะเป็นผู้ยื่นเรื่องมายัง CNCA

• การขึ้นทะเบียนมีอายุ 4 ปี หากจะต่ออายุต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน 1 ปี หากผู้ผลิตไม่สามารถต่อการจัดทะเบียนในระยะเวลาที่กำหนด หน่วยงาน CNCA สามารถยกเลิกการจดทะเบียน! นั้นได้

! ; & nbsp; • หน่วยงาน CNCA จะตรวจสอบควบคุมผู้ผลิตตามบัญชีรายชื่ออย่างเคร่งครัด และหากจำเป็นอาจมีการตรวจซ้ำและพบว่าผู้ผลิตไม่ปฏิบัติตามกำหนดจะถูกระงับการขึ้นทะเบียนชั่วคราว

• หากพบว่าผู้ผลิตรายใดเกิดเหตุการณ์ความปลอดภัยอาหารร้ายแรง หรือหากกักกันแล้วพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานค่อนข้างรุนแรง มีการปลอมปน เป็นต้น ก็จะทำการยกเลิกการขึ้นทะเบียน

• การขึ้นทะเบียนผู้ผลิต แปรรูป และการเก็บรักษาอาหารนำเข้าจากเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ที่ส่งอาหารตามบัญชีรายชื่อมายังจีนให้ปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ เปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2554 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ spsthailand@gmail.com



ที่มา : มกอช.(05/10/54)

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผลไม้กระป๋องไทยถูกปฏิเสธต่ออายุทะเบียนอาหารในอินโด

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ได้รับแจ้งจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตาว่า บริษัทอินโดนีเซียผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋องไทยประสบปัญหาการขอต่ออายุหมายเลขทะเบียนอาหารและยาของสินค้าประเภทผลไม้นำเข้าประป๋องจากไทยจากหน่วยงานควบคุมอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) เนื่องจากสินค้าของไทยไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาของหน่วยงานคณะกรรมการ BPOM เลขที่ HK.00.05.52.4040 ซึ่งกำหนดคุณลักษณะของสินค้าประเภทที่ 04 คือผลไม้กระป๋องว่าจะต้องมีอัตราส่วนเนื้อผลไม้ (Drained Weight) ตั้งแต่ 50 %ของน้ำหนักสุทธิทั้งหมด

&nbs! p; โดยหน่วยงาน BPOM ได้ตรวจสอบสินค้าผลไม้กระป๋องจากไทยทั้งหมด 7 รายงานได้แก่ ลำไยกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง เงาะกระป๋อง เงาะสอดไส้สับปะรดกระป๋อง ลูกตาลกระป๋อง ลูกตาลผสมขนุนกระป๋อง และขนุนกระป๋อง พบว่าสัดส่วนของเนื้อผลไม้มีปริมาณต่ำกว่า 50 % ทำให้หน่วยงาน BPOM จะไม่ดำเนินการต่ออายุให้นำเข้าสินค้าผลไม้กระป๋องของไทยสู่อินโดนีเซีย จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของหน่วยงาน BPOM

ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างดำเนินการว่าแก้ไขปัญหาดังกล่าว



ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ( 4 ตุลาคม 2554 )

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เดนมาร์กเตรียมขึ้นภาษีอาหารที่ทำให้คนอ้วน

เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ปรับขึ้นภาษีอาหารที่มีไขมันสูงและทำให้คนอ้วนขึ้น ราคาสินค้าตามร้านขายของชำต่างๆ ในเดนมาร์ก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก เดนมาร์ก ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่ปรับขึ้นภาษีอาหารไขมันที่ทำให้คนอ้วน โดยภาษีตัวใหม่ที่ชื่อว่า แฟท แท็กซ์ ( fat tax ) มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการบริโภคอาหารไขมันสูงของประชาชน และจำกัดสินค้าต่างๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวเกินกว่า 2.3 % ส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภคในเดนมาร์กจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเป็น 16 โครน หรือ ราว 88.97 บาทต่อไขมันอิ่มตัวหนึ่งกิโลกรัมในสินค้าชิ้นนั้น ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันมะกอกหนึ่งลิตร จะเพิ่มอีก 2.65 โครน หรือ ราว 14 บาท จาก 38.95 เป็น 41.60 โครน หรือ ราว 231 บาท ! ขณะที่ ราคาสเต็กต่อกิโลกรัม เพิ่มจาก 199.88 เป็น 201.70 โครน หรือ ราว 1,124 บาท ส่วนราคาสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีตัวใหม่รวมทั้ง เนย ชีส นม และมันฝรั่งทอด รวมทั้ง พิซซ่า ที่ราคาแพงขึ้นอีก 17.4 %

ด้าน นายไซมอน ลุนด์ เจ้าของร้านขายของชำ กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้ และเชื่อว่าภาษีตัวใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพในเดนมาร์ก และเขาคิดว่าควรมีภาษีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และน้ำตาล ที่ทำให้อ้วน เพราะกลุ่มคนที่ซื้อน้ำตาล และแอลกอฮอล์ ตลอดจนบุหรี่ เข้าโรงพยาบาลมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีประชากรของเดนมาร์กไม่ถึง 10 % ที่เข้าคลินิกลดความอ้วน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในยุโรป ขณะที่อังกฤษ เป็นประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนสูงที่สุด




ที่มา : Voice TV ( 3 ตุลาคม 2554 )

สั่งเกาะติด FTA “ทรานส์แปซิฟิก”

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้หารือกับนางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เชิญนายกรัฐมนตรีให้ร่วมประชุมผู้นำกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2554 ที่รัฐฮาวาย

สหรัฐฯ แสดงความเห็นนโยบายแทบเล็ต เพื่อการศึกษาของไทยว่าเป็นนโยบายที่มีความน่าสนใจ และไทยสนใจแทบเล็ตของสหรัฐฯ หากมีราคาเหมาะสม ในการประชุมผู้นำสุดยอดเอเปคที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ประเด็นหลักที่สหรัฐฯต้องการผลักดันคือ การเปิดเสรีการค้าในกลุ่ม Trans-Pacific Strate! gic Economic Partnership: TPP ในขณะนี้มีสมาชิก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ บรูไน ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการขยายอิทธิพลทางการค้าในฝั่งเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจกับจีนซึ่งมีอิทธิพลทางการค้าในเอเชียตะวันออก โดย TPP พัฒนามาจากเขตการค้าเสรีเอเปค แต่การพัฒนาเอเปคไปสู่เขตการค้าเสรีโดยตรงถูกต่อต้านจากสมาชิกหลายประเทศ สหรัฐฯจึงหันไปผลักดัน TPP แทน โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากไทยไม่ติดตามหรือศึกษา TPP ให้ดีอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งขันในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 4 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกTPP จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศติดตามอย่างใกล้ชิด และให้มองโอกาสว่าไทยจะเข้าร่วมความตกลง TPP ได้หรือไม่อย่างไร

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หลังหารือกับนาย Gildas Le Lidec เอกอัคร! ราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่า นักลงทุนชาวฝรั่งเศสในไทยได้แสด! งความมั่ นใจว่าบริษัทกว่า 400 บริษัทซึ่งมีการจ้างงานกว่า 1 แสนคน มั่นใจว่าบริษัทฝรั่งเศสสามารถดำเนินตามนโยบายรัฐบาลที่เพิ่มค่าจ้างแรงงานเป็นวันละ 300 บาทได้ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ยังได้สอบถามเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากขณะนี้สหภาพยุโรปได้ทำการเจรจาFTA กับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว และกำลังจะเริ่มเจรจากับเวียดนามเร็วๆนี้ จึงหวังว่าจะเริ่มเจรจา FTA กับไทยเช่นกัน และในตอนท้ายฝรั่งเศสยังได้แนะนำสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศฝรั่งเศส AFD ให้การสนับสนุนเงินกู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทยในด้านการลงทุนขนาดใหญ่




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 3 ตุลาคม 2554

อียูแก้ไขกฎระเบียบการสืบย้อนกลับที่มาสินค้าอาหาร

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศกฎระเบียบใหม่แก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการสืบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าอาหาร ได้แก่ Commission Implementing Regulation (EU) NO 961/2011 on the traceability requirements set by Regulation (EU) No 178/2002 of the European Parliament and of the Council for food of animal origin โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 178/2002 มาตราที่ 18 กำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหารจะต้องกระทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการกระจายสินค้า ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ มีจุดประสงค์เสริมสร้! างความชัดเจนของระบบดังกล่าว โดยออกข้อกำหนดใหม่ว่า ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้ซื้อทราบโดยละเอียด รวมถึงผู้ขายต้องทราบด้วยว่า สินค้าที่ตนจำหน่ายได้ส่งไปให้ผู้ซื้อรายใด

2. ทั้งนี้ กฎระเบียบฉบับนี้จะใช้กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์เท่านั้น และไม่ปรับใช้กับสินค้าที่แหล่งกำเนิดจากพืชและสัตว์ผสมกัน

3. ข้อบังคับใหม่ของกฎระเบียบฉบับนี้คือ ผู้ประกอบการ (ผู้ขาย) ต้องส่งมอบข้อมูลดังต่อไปนี้ให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า (ในที่นี้คือ ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ)

• คำบรรยายอย่างละเอียดของสินค้า
• น้ำหนักหรือปริ! มาณของสินค้า
&nbs! p; • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย (ผู้ส่งมอบสินค้า)
• ชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย หากผู้ขายมิใช่คนเดียวกับผู้ส่งมอบสินค้า
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ
• ชื่อและที่อยู่ของผู้รับซื้อ หาผู้รับซื้อมิใช่คนเดียวกับผู้ที่รับสินค้า
• เลขที่ lot สินค้า หรือเลขที่การขนถ่ายสินค้า
• วันที่จัดส่งสินค้า

&nbs! p; ข้อมูลใน 3.1 ทั้งหมดเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการต้องส่งมอบให้แก่ผู้รับซื้อสินค้า เพิ่มเติมจากข้อมูลปัจจุบันที่กำหนดไว้ รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมนี้ต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันทุกวัน จนกว่าสินค้าดังกล่าวจะถือได้ว่าถูกบริโภคให้หมดไป ทั้งนี้ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเรียกถามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตลอดเวลา การจัดวางข้อมูลลงในแบบฟอร์มนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ขาย

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2001:242:0002:0003:EN:PDF


ทั้งนี้ จะผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ( 3 ตุลาคม 2554 )

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

โพลชี้...ชาวจีนไม่มั่นใจในคุณภาพเครื่องดื่มวางขายในประเทศ

หนังสือพิมพ์ China Youth Daily ร่วมกับ Sina.com จัดทำโพลออนไลน์เพื่อสำรวจความเชื่อมั่นของชาวจีนที่มีต่อคุณภาพเครื่องดื่มกระป๋องที่วางจำหน่ายในประเทศ ผลสำรวจปรากฏว่า มีเพียง 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่มั่นใจในคุณภาพเครื่องดื่มกระป๋องที่วางจำหน่ายในประเทศ

เกือบ 87 % ของผู้ทำแบบสอบถามจากจำนวนทั้งหมด 1,290 ราย ระบุว่าการปนเปื้อนของสารปรุงแต่งผิดกฎหมายในเครื่องดื่มที่วางจำหน่ายในจีนเป็นสิ่งที่ผู้ทำแบบสอบถามกังวลมากที่สุด และเกือบ 68 % ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ไม่มั่นใจในคุณภาพเครื่องดื่มนมที่วางจำหน! ่ายในประเทศ

ผลสำรวจความคิดเห็นยังเปิดเผยว่าเกือบ 50 % ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกกังวลต่อคุณภาพน้ำผักและผลไม้กระป๋อง 82 % ของผู้ตอบแบบสอบถามเกรงว่าจะมีการปนเปื้อนของสารปรุงแต่งที่เป็นพิษและเป็นอันตรายต่อสุขภาพปนเปื้อนในเครื่องดื่มเนื่องจากการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ต่ำ นอกจากนี้ 80 % ของผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุว่า ผู้ผลิตเครื่องดื่มขาดจริยธรรมทางธุรกิจและไม่ซื่อสัตย์เพียงพอ

ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นเกิดขึ้นหลังจากจีนตรวจสอบคุณภาพเครื่องดื่มทั่วประเทศเมื่อไม่นานนี้
โดยผลตรวจสอบคุณภาพประจำเดือนกันยายน 2554 พบว่า เครื่องดื่มกระป๋องจำนวน 6 ยี่ห้อมีการปนเปื้อน carcinogen bromate เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้



ที่มา : Food Quality News ( 29 กันยายน 2554 )

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

มะกันเรียกคืนหอยนางรม

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 กระทรวงสาธารณสุของรัฐวอชิงตัน แจ้งเตือนประชาชนไม่ให้บริโภคหอยนางรมที่มาจากคลอง HOOD หมายเลข 4 ซึ่งเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงหอยนางรม ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม และ 19 กันยายน 2554 เนื่องจากหอยนางรมดังกล่าวอาจปนเปื้อนแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus ซึ่งทำให้เกิดโรค vibriosis ในมนุษย์ และได้มีการเรียกคืนหอยนางรมดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ มีการปิดทำการคลองดังกล่าวหลังจากที่ประชาชน 5 ราย ล้มป่วยจากการบริโภคหอยนางรมสดซึ่งมีเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวปนเปื้อน

&nbs! p; แบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus เกิดขึ้นในธรรมชาติแต่สามารถแบ่งตัวเพิ่มขึ้นในน้ำอุ่นจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ มีรายงานผู้ติดเชื้อดังกล่าว 50 รายในรัฐวอชิงตันต่อปี โดยเฉลี่ย โรค vibriosis มักแสดงอาการประมาณ 15 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อน หรืออาจใช้เวลาถึง 4 วัน อาการเจ็บป่วยได้แก่ ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งท้อง ปวดศีรษะ มีไข้ และหนาวสั่น

ทั้งนี้ ควรนำหอยไปแช่เย็นก่อนการบริโภคและ หอยนางรมควรผ่านความร้อนที่ 145 องศาฟาเรนไฮเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อน



ที่มา : Food Safety News ( 28 กันยายน 2554 )

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

พบผู้เสียชีวิตจาก Listeria ในแคนตาลูปอีกหนึ่งราย

เมื่อวันอังคารที่ 20 กันยายน 2554 กระทรวงสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมรัฐโคโลราโดรายงานว่า
มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อListeriaปนเปื้อนในแคนตาลูปเพิ่มอีกหนึ่งรายซึ่งนับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่สองในรัฐโคโลราโด โดยผู้เสียชีวิตรายล่าสุดชื่อ Shelly Occhipinti-Krout อายุ 48ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาล Parker Adventist หลังจากติดเชื้อดังกล่าวได้ 3 สัปดาห์ ส่วนสาเหตุการติดเชื้อเกิดจากการรับประทานแคนตาลูป

ในขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าวที่ได้รับการยืนยันอย่างน้อย 5 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 2 รายในรัฐนิวเม็กซิโกและ1รายในรัฐโอคลาโฮมา

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค(CDC) รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อlisteria35รายใน10รัฐตั้งแต่บริษัท Jensen Farmsรัฐโคโคราโด เรียกคืนแคนตาลูปยี่ห้อRocky Fordเมื่อวันที่14สิงหาคม2554เนื่องจากเกรงว่าแคนตาลูปดังกล่าวอาจปนเปื้อนเชื้อ listeria

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รายงานว่า พบเชื้อ Listeria monocytogenes ที่กำลังแพร่ระบาดเป็นเชื้อเดียวกันกับที่พบในแคนตาลูปและอุปกรณ์ในโรงงาน Jensen Farms และในร้านค้าแห่งหนึ่งในเมือง Denverรัฐโคโลราโด





ที่มา : Food Safety News

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

แคนาดาอนุญาตให้ใช้ citric acid ในข้าวโพดอ่อนกระป๋อง

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 กระทรวงสาธารณสุขแคนาดาอนุญาตให้ใช้ citric acid เป็น PH-adjusting agent ในข้าวโพดอ่อนกระป๋องที่ค่าสูงสุดที่ 0.03 เปอร์เซ็นต์

เปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2554

อินเดียเพิ่มรายชื่อถั่ว

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 อินเดียเสนอให้ผ่อนผันข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่แจ้งในSchedule 6 จากการนำเข้าพืชกักกัน สำหรับประเทศต่างๆ โดยเพิ่มรายชื่อถั่ว 2 รายการในรายการที่ 6 และ 7 ของคำสั่งประกาศเป็นครั้งแรก ประกาศนี้จะทำให้พืชและผลิตภัณฑ์จากพืชที่ไม่เคยนำเข้าได้สามารถนำเข้าในอินเดียได้

เปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 30 กันยายน 2554

ฟิลิปปินส์ประกาศกฎระเบียบการนำเข้าผลไม้ตระกูลส้ม

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ฟิลิปปินส์ประกาศกฎระเบียบการนำเข้าผลไม้ตระกูลส้ม: ส้ม (Citrus Reticulata) แทนเจอรีน (Citrus Reticulata) มะนาว (Citrus Limon) เกรฟฟรุ๊ต (Citrus Paradisi) จากอาร์เจนตินา

โดยมีสาระสำคัญดังนี้

• ผลไม้ตระกูลส้มดังกล่าวจะต้องมาจากแหล่งผลิต โรงงานแปรรูปหรือบรรจุหีบห่อที่ได้รับอนุญาตหรือรับรองจากหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารและคุณภาพแห่งชาติ (SENASA) อาร์เจนตินา

&! nbsp; • ผู้ส่งออก สถานที่ผลิต และโรงงานแปรรูปผลไม้ดังกล่าวต้องจดทะเบียนต่อ SENASA และได้รับอนุญาตจาก BPI-PQS ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการกักกันพืช

• ผลไม้ดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก ทำความสะอาด และบรรจุหีบห่อในโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก SENASA โดยขั้นตอนเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่จาก SENASA และ BPI-PQS ในระหว่างการตรวจสอบล่วงหน้าเป็นเวลา 3 เดือนแรกของการส่งออก

• ผลไม้ตระกูลส้มดังกล่าวต้องบรรจุในกล่องกระดาษใหม่ และเก็บกล่องบรรจุผลไม้ในบริเวณที่สะอาด
มีอุณหภูมิที่ 5-6 องศาเซลเซียส

&nb! sp; • ก่อนการปิดผนึกกล่องบรรจุผลไ! ม้ดังกล่ าว เจ้าหน้าที่จาก SENASA และ PQ ของฟิลิปปินส์จะสุ่มตรวจผลไม้ก่อนการขนส่งไปยังโรงงานแปรรูป

• เจ้าหน้าที่จาก SENASA จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าผลไม้ปราศจากศัตรูพืชก่อนที่เจ้าหน้าที่ PQ จะอนุญาตให้ขนส่งสินค้าได้

• หากผลไม้ตระกูลส้มดังกล่าวผ่านขั้นตอนการตรวจสอบดังกล่าว กล่องบรรจุผลไม้แต่ละกล่องจะปิดผนึกและติดฉลากที่แสดงข้อมูลบนทั้งสองด้านของกล่องดังนี้

1. “FOR THE PHILIPPINES”
2. รหัสการรับรองที่ออกโดย SENASA
&! nbsp; 3. แหล่งผลิต (จังหวัด สวน/ สถานที่ผลิต หน่วยการผลิตและล็อต)

• จะต้องขนส่งผลไม้ตระกูลส้มดังกล่าวในรถห้องเย็นที่สะอาดและขนส่งให้เร็วที่สุด

• ผลไม้ดังกล่าวต้องอยู่ในห้องเย็นตลอดการขนส่ง โดยรักษาอุณหภูมิที่ 4 องศาเซลเซียส และใช้เทอร์โมกราฟแบบ pre-calibrated วัดอุณหภูมิในห้องเย็น

• ได้รับใบรับรองสุขอนามัยพืชจาก SENASA และ PC

&n! bsp; • การขนส่งแต่ละครั้งต้องมีใบรับรอง! ค่า MRLs ที่ออกโดยห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรองจากรัฐบาล

มีผลบังคับใช้แต่วันที่ 23 กันยายน 2554

มะกันอนุญาตนำเข้า Fresh Persimmon จากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 หน่วยงานตรวจสอบพืชและสัตว์สหรัฐฯ (APHIS) แจ้งให้ทราบว่าได้อนุญาตการนำเข้า Fresh Persimmon จากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงของ APHIS และข้อคิดเห็นจากสาธารณะ สนับสนุนความเชื่อว่ามาตรการด้านสุขอนามัยมีประสิทธิภาพพอในการลดความเสี่ยงหรือการแพร่กระจายของศัตรูพืช หรือวัชพืชที่เป็นพิษที่มาจากการนำเข้า Fresh Persimmon จากสาธารณรัฐแอฟริกาใต้

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ปริมาณนำเข้านมผงในจีนพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 หอการค้าจีนรายงานว่า จีนนำเข้านมผงเพิ่มขึ้นมาก โดยการนำเข้าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 มีปริมาณมากกว่าการนำเข้านมผงปี 2552 ทั้งปี จีนนำเข้านมผงเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากเหตุการณ์นมผงในประเทศปนเปื้อนสารเมลามีน ทำให้เด็กนับร้อยคนต้องเจ็บป่วย จากการบริโภคนมปนเปื้อนสารดังกล่าว ในปี 2552 ปริมาณการนำเข้านมผงเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า โดยแตะที่ระดับ 310,000 ตัน ขณะที่การนำเข้าในปี 2553 เพิ่มขึ้น 55 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแตะที่ระดับ 480,000 ตัน

&nbs! p;ประชาชนจีนจะบริโภคนมผงปริมาณ 1.5 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการบริโภคนมผงทั่วโลก เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีประชาการมากที่สุด ดังนั้นจึงมีปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์มากและยังเป็นตลาดนมผงที่ใหญ่ที่สุดในโลก



ที่มา : Xinhua ( 19 กันยายน 2554 )

USDA คาดการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 2554/2555

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ว่าปี 2554/2555 ไทยจะมีผลผลิตข้าวนาปี 20.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีผลผลิตรวม 20.26 ล้านตัน เนื่องจากนาดอนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ผลผลิตดี ข้าวนาปรังอยู่ที่ 12 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนเวียดนาม 25.43 ล้านตัน ลดลงจากปี 2553 ที่ 25.8 ล้านตัน ปากีสถาน 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มี 4.7 ล้านตัน จีน 138 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่ 137 ล้านล้านตัน อินเดีย 97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2553 ที่ 95.3 ล้านตัน

ขณะที่ประเทศผู้ซื้อ อินโดนีเซีย มีผลผลิต 37.3 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2553 มี 37.1 ล! ้านตัน ฟิลิปปินส์ 10.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2553 ที่มี 10.55 ล้านตัน และพม่า 11 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2553 ที่มี 10.75 ล้านตัน ขณะที่การค้าข้าวโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 31.85 ล้านตันลดลงจากปี 2553 32.09 ล้านตัน เนื่องจากตลาดโลกมีสต็อกข้าวจำนวนมาก



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 19 กันยายน 2554

มะกันออกระเบียบอนุญาตนำเข้ามะละกอมาเลย์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554 กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ประกาศกฎระเบียบการอนุญาตนำเข้ามะละกอเข้าสู่ประเทศสหรัฐฯ หลังจากได้เปิดรับฟังความเห็นต่อการนำเข้าและรายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชของมะละกอจากมาเลเซียไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ถึง 16พฤษภาคม 2554 โดยมีสาระสำคัญ

1. มะละกอได้รับอนุญาตการนำเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น

2. มะละกอต้องผ่านการบำบัดด้วยวิธีฉายรังสีไม่ค่ำกว่า 400 เกรย์ ตามระเบี! ยบนำเข้าผักและผลไม้ของสหรัฐฯ ( 7 CFR part 305)
2.1 หากมีการฉายรังสีมะละกอนอกสหรัฐฯ แต่ละการขนส่งจะต้องได้รับการตรวจรับรองล่วงหน้า (Preclearance pragram) โดยเจ้าหน้าที่ APHIS/USDA ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านอารักขาพืชของมาเลเซีย (NPPO) เพื่อตรวจรับรองรวมถึงออกใบสุขอนามัยพืช (Phytosanitary certificate) และออกใบรับรองการบำบัดด้วยวิธีการฉายรังสีให้การขนส่งนั้นๆ
2.2 หากมีการฉายรังสีเมื่อมาถึงด่านนำเข้าสหรัฐฯ ในแต่ละการขนส่งต้องได้รับการตรวจรับรองโดยเจ้าหน้าที่อารักขาพืช (NPPO) ของมาเลเซีย ณ ด่านส่งออกมาเลเซียเพื่ออกใบสุขอนามัยพืช (Phytosanitary certificate) ให้การขนส่งนั้นๆ

3. มะละกออาจจะได้รับการสุ่มตรวจ ณ ด่านนำเข้า! สหรัฐฯ



ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ( 20 กันยายน 2554

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

จีนจับขบวนการค้าน้ำมันพืชเก่ากว่า 100 ตัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 32 ราย เนื่องจากนำน้ำมันพืชปรุงอาหารที่ใช้แล้วมากรองใหม่และจำหน่ายเป็นน้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหารอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ยึดน้ำมันพืชรีไซเคิลดังกล่าวจำนวนกว่า 100 ตันจากทั่ว 14 มลฑล โดยน้ำมันที่ยึดได้แปรรูปมาจากน้ำมันพืชปรุงอาหารที่ใช้แล้วตามภัตตาคาร และนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าน้ำมันพืชรีไซเคิล สามารถก่อโรคมะเร็งได้

เจ้าหน้าบุกกวาดล้างโรงงานผลิตน้ำมันพืชรีไซเคิลดังกล่าวจำนวน 6 แห่ง ซึ่งโรงงานหนึ่งแห่งในจำนวนนั้นเป็นโรงงานสำหรับแปรรูปน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง จีนได้ดำเนินการปฏิบัติการจับกุมการผลิตน้ำมันรีไซเคิลดังกล่าวมาเป็นเวลากว่า 1 ปี หลังจากสื่อมวลชนได้รายงานว่า 1 ใน 10 ของน้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหารผลิตจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว

ธุรกิจน้ำมันพืชรีไซเคิลดังกล่าวเป็นปัญหาที่จีนต้องเผชิญเป็นเวลาหลายปี และธุรกิจดังกล่าวสามารถสร้างกำไรให้แก่ผู้ค้าได้มากเนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำ



ที่มา : BBC ( 15 กันยายน 2554 )

จีนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยควบคุมการละลายในอีกกว่า 20 มลฑล

ศูนย์บริการและส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งชาติจีน (NAESC) รายงานว่า ในปี 2554 มีมลฑลไม่ต่ำกว่า 20 มลฑลที่กำลังส่งเสริมการใช้ปุ๋ยควบคุมการละลาย(Controlled-released fertilizer) ในการผลิตผลผลิตทางการเกษตรภายใต้โครงการนำร่องการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยควบคุมการละลาย เมื่อเทียบกับปี 2551 มีเพียง 5 มลฑลที่เข้าร่วมโครงการนี้

นาย Xia Jingyuan ผู้อำนวยการ NAESC กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดมลพิษที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยมากเกินไป ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงาน เนื่องจากปุ๋ยควบคุมการละลายเป็นปุ๋ยที่ค่อยๆปลดปล่อยธาตุอาหารและสามารถลดปริมาณสารเคมีที่ถูกชะล้างจากแหล่งเพาะปลูกลงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยดังกล่าวช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรประมาณ 5- 10 % หรืออาจเพิ่มขึ้นถึง 30 %




ที่มา : Xinhua ( 15 กันยายน 2554

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

มะกันเรียกคืนลูกเกด

บริษัท Best Food Cash & Carry Inc. เมือง Maspeth รัฐนิวยอร์ก เรียกคืนลูกเกดยี่ห้อ Deer Raisin Golden เนื่องจากมีสารซัลไฟต์แต่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก หลังจากการสุ่มตรวจตัวอย่างเป็นประจำโดยกระทรวงเกษตร ผู้ตรวจสอบอาหารและได้รับผลการวิเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

การบริโภคซัลไฟต์ 10 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคจะทำให้ผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงต่อสารซัลไฟต์ หรือ ผู้ป่วยโรคหืดเกิดอาการช็อกจากการแพ้ (anaphylactic shock) ผลการวิเคราะห์พบว่า Deer Raisin Golden ซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกใส ขนาด 14 ออนส์ มีปริมาณซัลไฟต์ 11.07 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโ! ภค และมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในร้านค้าปลีกในรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซี และคอนเน็กติกัต อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานการเจ็บป่วยที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว



ที่มา : Food Safety News ( 13 กันยายน 2554 )

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

คาด EU จะยกเลิกระงับนำเข้าเมล็ดพืชจากอียิปต์ เร็วๆนี้

                  สหภาพยุโรป (EU) อาจยกเลิกการระงับนำเข้าเมล็ดพืชจากอียิปต์ ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังจากเกิดเหตุการณ์เชื้อ E.coli แพร่ระบาดในสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าสาเหตุเกิดจากเมล็ดฟีนูกรีกจากอียิปต์                 หนึ่งสัปดาห์หลังจากทีมงานจากสหภาพยุโรปเดินทางไปยังอียิปต์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ความปลอดภัยของเมล็ดพืช ทีมงานได้ข้อสรุปและเดินทางกลับสหภาพยุโรปเพื่อรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ซึ่งคณะกรรมาธิการจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะยกเลิกการระงับการนำเข้าเมล็ดถั่วและเมล็ดพืชทั้ง 15 ชนิดจากอียิปต์หรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ! 29 สิงหาคม 2554 นาย Sherif Al-Beltaguy ประธานสมาคมการส่งออกสินค้าเกษตรของอียิปต์รายงานว่า ทีมงานจากสหภาพยุโรปไม่พบการปนเปื้อนใดๆของเชื้อ E. coli O104:H4 ระหว่างการตรวจสอบ                  อย่างไรก็ตาม การขาดหลักฐานอ้างอิงที่แน่ชัดไม่สามารถยืนยันได้ว่าเมล็ดพืชจากอียิปต์จะปราศจากการปนเปื้อนและการสุ่มตรวจตัวอย่างไม่สามารถยืนยันการปนเปื้อนแบคทีเรียในเมล็ดพืชได้เสมอไป เนื่องจากการสุ่มตรวจตัวอย่างสามารถเลือกตัวอย่างจากถุงที่ไม่ได้บรรจุเมล็ดพืชที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือในระหว่างการตรวจเมล็ดพืชมีจำนวนแบคทีเรียน้อยจนไม่สามารถตรวจพบได้จนกว่าเมล็ดจะงอก                  สหภาพเริ่มระงับการนำเข้มเมล็ดพืชจากอียิปต์เมื่อวันที 5 กรกฎาคม 2554 แต่เดิมมีผลจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 แต่สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาเลื่อนกำหนดการยกเลิกให้เร็วขึ้นภายในระยะเวลามากกว่า 1 เดือน และคาดว่าคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจะทบทวนรายงานจากทีมงานภายใน 10 ! วันข้างหน้า และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนได้ยกเลิกระงับการนำ! เข้าผักแ ละเมล็ดพืชจากอียิปต์                   อนึ่ง การแพร่ระบาดของเชื้อ E.coli มีศูนย์กลางการระบาดที่เยอรมันและสาเหตุการระบาดเกิดจากเมล็ดฟีนูกรีกนำเข้าจากอียิปต์ การระบาดเริ่มในเดือนพฤษภาคม และสิ้นสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 53 ราย และป่วยกว่า 4,000 รายทั่วยุโรป         ที่มา : Food Safety News   

อินเดียส่งอาหารทะเลไปอาเซียนทะลุพันล้านรูปี


 
                อินเดียส่งออกอาหารทะเลไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1.4 พันล้านรูปีโดยภูมิภาคดังกล่าวถือเป็นตลาดนำเข้าอาหารทะเลอินเดียใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหภาพยุโรป

                ในปี 2553 จนถึงเดือนมีนาคม2554 อินเดียส่งออกอาหารทะเลอินเดียสร้างสถิติใหม่ คิดเป็นมูลค่า 8.4 พันล้านรูปี (2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และมีปริมาณการส่งออกรวม 813,091 ตัน

                 องค์การพัฒนาการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงของอินเดีย (MPEDA) เปิดเผยว่าอินเดียส่งออกอาหารทะเลไปยังสหภา! พยุโรป 26.8% ตามมาด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 16.4% เจ้าหน้าที่อาวุโสของ MPEDA กล่าวว่าปกติแล้วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลอินเดียใหญ่เป็นอันดับ 4 และตอนนี้เขยิบขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในระยะหลังมานี้ประเทศต่างๆ มีผลผลิตอาหารทะเลลดลง เช่นในเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย อินเดียจึงกลายเป็นตลาดต้นทางของอาหารทะเล
 
 
 
 
ที่มา : FIS  

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ออสซี่จัดโซนทำประมงใหม่


 
                กรมอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐานแห่งของรัฐ South Australia (PIRSA) ออกร่างแผนการณ์การจัดเขตทำประมงแห่งใหม่ในบริเวณ Tumby Bay ซึ่งอยู่ที่เมือง Port Lincoln ในรัฐ South Australia ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 16,000 เฮกตาร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมปลา หอยและปลาหมึกในบริเวณน้ำท่วมถึง และสาหร่ายทะเล

               ทั้งนี้ ในแผนการณ์ดังกล่าวอนุญาตให้เรือท่องเที่ยวและเรือที่ใช้เชิงพาณิชย์สามารถขับผ่านเข้ามาในเขตประมงนี้ได้
 
 
 
 
ที่มา : FIS 
 

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มะกันเรียกคืนแซลมอนรมควัน หวั่น Listeria



บริษัท Vita Food Products ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เรียกคืนเนื้อปลาแอตแลนติกโนวาแซลมอนรมควันจำนวน 8,088 ห่อขนาด 4 ออนส์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจปนเปื้อนเชื้อ Listeria monocytogenes

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการบริโภคสินค้าดังกล่าวหรือมีการร้องเรียนจากผู้บริโภค แม้ว่า บริษัทระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

บริษัท Vita Food Products รายงานว่า แซลมอนรมควันจำนวน 7,260 ห่อมีวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2! 5 กรกฎาคม 2554 ในร้านค้าดังต่อไปนี้

• ร้าน Publix ในรัฐ Florida, Georgia, South Carolina, Tennessee และ Alabama
• ร้าน Safeway ในรัฐ California, Alaska, Oregon, Washington, Idaho, Colorado,
Maryland, Virginia, Pennsylvania และ District of Columbia
• ร้าน Meijer ในรัฐ Illinois, Michigan, Indiana, Ohio และ Kentucky
! ; • ร้าน Vons ในรัฐ California
! ; & nbsp; • ร้าน Genuardi ในรัฐ Pennsylvania และ New Jersey ร้าน
• Winn Dixie ในรัฐ Florida
• ร้าน Edgewater Produce ในเมือง Chicago

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำนวน 828 ห่ออาจถูกจำหน่ายหรือวางจำหน่ายในร้านขายของชำหลายแห่งในรัฐ Buffalo New York Pittsburgh เขตมหานครของรัฐ Pennsylvania และ ทางตอนเหนือของรัฐ Ohio

ผลิตภัณฑ์บรรจุในห่อพลาสติกสุญญากาศสีดำ มีตรา Vita อยู่ตรงกลางด้านล่าง แต่ละห่อบรรจุเนื้อปลาแซลมอนรมควันจำนวน 4-5 ชิ้น (น! ้ำหนักรวม 4 ออนส์) ขนาดห่อ กว้าง 7¾" ยาว 7¼" หนา ¼" วันที่จำหน่าย 15 ธันวาคม 2554 รหัส 01961B




ที่มา : Food Safety News

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อินเดียทำลายแหล่งประมงเกิน 80 %


 
                เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่าทั้งที่อินเดียได้จำกัดการทำประมงของเรือประมงน้ำลึก แต่กลับพบว่าอินเดียมีการทำประมงจนสร้างความเสียหายแหล่งทรัพยากรทางน้ำถึง 82% ของแหล่งน้ำที่ยังสามารถใช้จับปลาได้

                นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังระบุว่าได้ให้ความช่วยเหลือชาวประมงอินเดียในการซื้อเรือประมงและเรือลากอวน

 
ที่มา : FIS 

มะกันเรียกคืนเนื้อวัวบด


 
          บริษัท Lowe’s Foods เรียกคืนเนื้อวัวบดสดจำนวน 1,642 ปอนด์หรือ 744.8 กิโลกรัมเนื่องจากพบชิ้นส่วนพลาสติกสีน้ำเงินปนเปื้อนในเนื้อบดสดบรรจุในถาดขนาด 2 ปอนด์ซึ่งผลิตโดยบริษัท Lenoir-based Vantage Food โดยสินค้าดังกล่าวมีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกในรัฐ North Carolina South Carolina และ Virginia 

          หน่วยงานบริการตรวจสอบและความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) ประกาศว่า ยังไม่ได้รับรายงานการเจ็บป่วยจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม FSIS ยังคงตรวจสอบการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทได้แจ้งเตือนผู้บริโภคและไม่มีสินค้าดังกล่าววางจำหน่ายแล้ว


 
ที่มา : Food Production Daily 
 

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ราคาพริกไทยของเวียดนามพุ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554 สมาคมพริกไทยเวียดนาม (VPA) รายงานว่า ราคาพริกไทยของเวียดนามแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ราคา 5,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554 เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นแต่ผลผลิตในตลาดโลกกลับลดต่ำลง

ราคาพริกไทยในตลาดเวียดนามอยู่ที่ 124 ล้านดอง หรือ 5,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 4 ล้านดอง หรือ 190 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2554 ราคาพริกไทยอยู่ที่ 120 ล้านดอง หรือ 5,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 ราคาอยู่ที่ 122 ล้านดองต่อตันหรือ 5,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

เนื่องจากราคาพริกไทยเวียดนามสอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ราคาจึงสูงขึ้นเพราะในช่วงเดือนรอมฎอน ความต้องการพริกไทยเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผลผลิตจากผู้ส่งออกพริกไทยหลัก เช่น อินเดีย ลดลง VPA รายงานว่า ในปีนี้ เวียดนามส่งออกพริกไทย 85,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD) คาดการณ์ว่า เวียดนามอาจมีรายได้จากการส่งออกพริกไทยในปี 2554 กว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าการส่งออกปี 2553 ประมาณ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



ที่มา : Xinhua

จีนปราบปรามผู้ทำผิดกม.ความปลอดภัยอาหาร จับผู้ต้องหา 2,000 คน



รัฐบาลจีนได้จับกุมประชาชน 2,000 คน และปิดธุรกิจเกือบ 5,000 แห่ง ในการปราบปรามธุรกิจอาหารที่ผิดกฎหมายจากความหวั่นเกรงเกี่ยวกับอาหารปนเปื้อนในประเทศจีน

จีนเริ่มรณรงค์ด้านความปลอดภัยอาหารเมื่อเดือนเมษายน 2554 หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการฉีดสีในเนื้อสัตว์เพื่อให้ดูดีเพื่อเพิ่มราคาแพง

มีการสอบสวนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารเกือบ 6 ล้านแห่ง และตำรวจได้ทำลายโรงงานผลิตอาหารใต้ดินที่ผิดกฎหมายหลายแห่ง

มาตรฐานนม (Milk Formula)

หน่วยงานของรัฐที่จีนได้ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานนมโดยผู้ทำผิดกฎหมายจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง เนื่องจากเหตุการณ์การพบสารเมลามีนในนมผงสำหรับเลี้ยงเด็กทารก ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิต 6 คน เจ็บป่วยกว่า 300,000 คนในปี 2551 ทำให้รัฐบาลจึงต้องเรียกคืน

ผลิตภัณฑ์นมจากทั่วโลก ซึ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยอาหารของจีนเป็นอย่างมาก

เมื่อต้นปี 2554 รัฐบาลจีนได้ปิดโรงงานกว่าครึ่งของโรงงาน 1,176 ของจีน เนื่องจากการรณรงค์เพื่อกำจัดสิ่งผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมนม นอกจากนี้ยังมีคำสั่งศาลในการลงโทษประหารชีวิตในกรณีที่ทำให้ประชาชนถึงแก่ความตายจากอาหารที่ไม่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตามมักจะมีการละเมิดกฎต่างในจีนและเนื่องจากราคาอาหารที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตยังคงดำเนินการในการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลกำไร





ที่มา : มกอช. และ Reuters


วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามสุ่งออกกุ้งสูงขึ้น 35% ในรอบ 7 เดือน  




                สมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (VASEP) เปิดเผยว่าตั้งเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2554 เวียดนามส่งออกกุ้งสูงขึ้น 35% คิดเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนั้นรวมถึงการส่งออกกุ้งแช่แข็ง 115,000 ตัน ซึ่งส่งออกสูงขึ้น 15%

                ปริมาณการส่งออกกุ้งเวียดนามสูงขึ้น 15% และมูลค่าสูงขึ้น 30% ขณะที่กุ้งข้าวปริมาณส่งออกสูงขึ้น 37% และมูลค่าสูงขึ้น 72% โดยกุ้งยังคงเป็นสินค้าสำคัญที่มียอดส่งออกเติบโตเร็วที่สุดของภาคประมง

                ขณะที่ราคากุ้งเวีย! ดนามส่งออกก็สูงขึ้นเรื่อยๆโดยเพิ่มขึ้น 15.6% คิดเป็นกิโลกรัมละ 9.53 ดอง
 

ที่มา : FIS 

จีนเสนอร่างเปลี่ยนแปลงการกำจัดอาหารหมดอายุและไม่ปลอดภัย


 
                หน่วยงานบริหารด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์จีน เสนอร่างการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการกำจัดอาหารที่หมดอายุหรือไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า บริษัทบางแห่งได้นำผลิตภัณฑ์อาหารที่หมดอายุหรือไม่ปลอดภัยมาบรรจุใหม่

                เพื่อให้มั่นใจว่ามีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมการกำจัดอาหารดังกล่าว หน่วยงานบริหารด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์จึงเสนอให้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักอุตสาหกรรมและพาณิชย์ระดับอำเภอ 2 คนเป็นผู้ดูแลและจดบันทึกระหว่างการ    กำจัดอาหารเหล่านั้น ซึ่งการกำจัดอาหารสามารถกระทำได้ 3 วิธี ได้แก่
!         1. การเผา 
        2. ฝังกลบ
        3. ผสมลงในปุ๋ยอินทรีย์

              ร่างการกำจัดอาหารใหม่ประกาศบนหน้าเว็ปไซต์ของหน่วยงานบริหารด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์จีน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2554 และเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2554
 
 
 
 
ที่มา : Food Quality  
 

พม่ายกเว้นภาษีส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร


 
                รัฐบาลพม่ายกเว้นภาษีส่งออกข้าว ข้าวโพด เมล็ดพืช ถั่ว งา ยาง และอาหารทะเล ซึ่งมีผลระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

                นาย Sein Win Hlaing รองประธานสมาคมผู้ส่งออกข้าวกล่าวว่า จากการยกเว้นภาษีทำให้พม่าสามารถแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่นๆในตลาดโลกได้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลพม่าชุดก่อนเก็บภาษีส่งออกข้าวที่ 8 % เป็นหลายสิบปี และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 รัฐบาลชุดใหม่ได้ลดภาษีส่งออกข้าวลงเหลือ 5 %

                ในปีงบประมาณ 2553 (1 เ! มษายน 2553 - 31 มีนาคม 2554) พม่าส่งออกข้าวจำนวน 800,000 ตัน ปัจจุบันราคาตลาดข้าวพม่าอยู่ที่ประมาณ 420 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

                 อนึ่ง ก่อนปี 2505 ซึ่งนายพลเนวินได้ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในอดีตพม่าเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวของโลก
 
 
 
 
ที่มา : Bangkok Post และ The New Light of Myanmar 
 

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เวียดนามส่งออกข้าวมากขึ้นสนองความต้องการโลก



ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2554 เวียดนามส่งออกข้าวสูงขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เนื่องจากผู้นำเข้าต้องการแหล่งนำเข้าข้าวแห่งอื่นแทนที่ไทยซึ่งกำลังจะขึ้นราคาข้าว

จากสถิติของสมาคมอาหารเวียดนามระบุว่า เวียดนามส่งออกข้าว 4.61 ล้านตันในช่วงมกราคม – กรกฎาคม 2554 ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2553 16.7% คิดเป็นมูลค่า 2.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าเพิ่มขึ้น 26%

ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 ผู้ส่งออกข้าวเวียดน! ามทำสัญญาส่งออกข้าวใหม่อย่างต่อเนื่องในปริมาณ 1,000,000 ตัน ซึ่งทางสมาคมเปิดเผยว่าเป็นสถิติใหม่

สมาคมยังระบุอีกว่าสหรัฐฯได้ลดกำลังการผลิตลง 30% ในปี 2554 ขณะที่ความต้องการข้าวยังคงพุ่งสูงในประเทศเอเชียต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ขณะที่ราคาข้าวเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554 อยู่ที่ตันละ 473.3 ดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นกว่าปี 2553 8%





ที่มา : Thanh Nien News (11สิงหาคม2554)

ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีจากกรีนพีซพบอาหารทะเลญี่ปุ่นปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง



ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีของกรีนพีซ (Greenpeace) เปิดเผยว่า อาหารทะเลที่จับได้โดยชาวประมงญี่ปุ่นนอกชายฝั่งของประเทศปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง หลังจากผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีของกรีนพีซได้สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารทะเลที่ท่าเรือจังหวัดอิวากิ เมื่อวันที่ 22-24 กรกฎาคม 2554

ACRO และ CRIRAD ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสซึ่งได้วิเคราะห์การปนเปื้อนกัมมันตรังสีพบว่า ตัวอย่างอาหารทะเลจำนวนมากปนเปื้อนกัมมันตรังสีในระดับสูง ซึ่งหมายความว่าการปนเปื้อนกัมมันตรังสีบริเวณชายฝั่งฟูกิชิมะยังอยู่ในระดับที่เ! ป็นอันตราย กลุ่มกรีนพีซจึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นบังคับให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ระบุระดับกัมมันตรังสีและเขตการตกปลา เนื่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอแก่ลูกค้า และเพิ่มระดับความเข้มงวดในระบบการตรวจสอบกัมมันตรังสีและการกระจายอาหารควรอย่างเร่งด่วน เนื่องจากฤดูการจับปลาบริเวณจังหวัดฟูกุชิมะและอิบารากิกำลังจะเริ่มขึ้น และอาหารทะเลเป็นอาหารหลักของชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังไม่มีกฎหมายสำหรับการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาและอาหารทะเล ไม่เหมือนเนื้อวัวซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว


ที่มา : The Fish Site (11สิงหาคม2554)

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สุดทึ่ง จีนนำเข้าตะเกียบสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนขาดแคลนตะเกียบต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ และการขาดแคลนดังกล่าวทำให้บริษัทสหรัฐบางรายสบโอกาสหารายได้จากการส่งออก"ไม้ตะเกียบ"ไปยังจีน โดยปัจจุบันบริษัท"Georgia Chopsticks"ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐจอร์เจีย สามารถผลิตไม้ตะเกียบได้ 2 ล้านคู่ และได้ส่งออกไปให้จีนภายใต้แบรนด์"เมด อิน ยูเอสเอ"

รายงานระบุว่า บริษัทแห่งนี้ ใช้เวลาผลิตตะเกียบตลอด 24 ชม.และหวังว่าจะสามารถเพิ่มยอดการผลิตให้ได้ 10 ล้านคู่ต่อวันก่อนสิ้นปีนี้ โดยไม้ตะเกียบแต่ละคู่ล้วนมีเครื่องหมาย"เมด อิน ยูเอสเอ"และท่ามกลางสถานการณ์ขาดแคลนไม! ้ Poplar และ Sweet gum ที่ใช้ผลิตตะเกียบ รัฐจอร์เจียถือเป็นเมืองเต็มไปด้วยไม้สองประเภทนี้ ซึ่งกลายเป็นเมืองในฝันที่จะผลิตไม้ตะเกียบส่งออกให้แก่จีนแผ่นดินใหญ่โดยปริยาย

โดยที่ผ่านมา ชาวจีนได้ผลิตไม้ตะเกียบเป็นจำนวน 63,000 ล้านคู่ในแต่ละปี แต่ผู้เชี่ยวชาญประจำสภาพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐระบุว่า ขณะนี้ ภูมิภาคแปซิฟิค โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น กำลังเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนไม้





ที่มา : มติชน

ออสเตรเลียส่งออกเนื้อวัวไปญี่ปุ่นลด 28 %

การส่งออกเนื้อวัวจากออสเตรเลียไปยังญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม 2554 มีปริมาณการส่งออกประจำเดือนน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 ยกเว้นในเดือนมกราคมซึ่งมีปริมาณผลผลิตเนื้อวัวน้อยเป็นประจำ มีสาเหตุดังต่อไปนี้

• มีเนื้อวัวจากสหรัฐฯเข้ามาจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนลง
• ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งขึ้น
! ; • เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซบเซา และ
• ประเด็นเรื่องความปลอดภัยอาหารเนื่องจาก เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 มีผู้ป่วยจากอาหารเป็นพิษเนื่องจากบริโภคเนื้อวัวจำนวน 157 ราย และ เมื่อเดือนกรกฎาคม เกิดเหตุการณ์อาหารสัตว์ปนเปื้อนกัมมันตรังสี จึงส่งผลกระทบต่อการบริโภคเนื้อวัวโดยรวม

การส่งออกเนื้อวัวมายังญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม มีปริมาณทั้งหมด 23,274 ตัน หรือลดลง 28 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ส่วนเนื้อวัวแช่เย็นมีปริมาณเพียง 9,141 ตันเท่านั้น หรือ ลดลง 37 % จากปี 2553

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าเพิ่มขึ้น 23 % โดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน 11%
จึงส่งผล! ดีด้านการแข่งขันราคาต่อผู้ส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐฯ




ที่มา : The Cattle Site

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นภาษีศุลกากรสินค้าบางรายการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 กระทรวงการคลังเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีใต้วางแผนเพิ่มรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD)ระบาด

เกาหลีใต้จะยกเว้นภาษีนำเข้ากล้วย สับปะรด หัวไชเท้า ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าที่ 30 % และกะหล่ำปลี ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าที่ 27% จนกระทั่งถึงสิ้นเดือนกันยายน 2554

เกาหลีใต้ตัดสินใจยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้! าดังกล่าวเนื่องจากเกิดความกังวลว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบต่ออุปทานสินค้าเกษตร สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (KMA) ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 กรุงโซลมีปริมาณน้ำฝน 301.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นวันที่ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดใน 1 วันในเดือนกรกฎาคม นับตั้งแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้เริ่มบันทึกสถิติตั้งแต่ปี 2450

นอกจากนี้กระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2554 เกาหลีใต้จะเพิ่มโควตาเนื้อสุกรแช่เย็นที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า โดยจะไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า ก่อนหน้านี้ เนื้อสุกรสดและแช่แข็งปริมาณ 130,000 ตันได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องการควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งมีสาเหตุจากการระบาดของเชื้อ FMD

ราคาผู้บริโภคเกาหลีใต้เพิ่ม 4.7 % ในเดือนกรกฎาคม จากปี 2553 ซึ่งเกินเป้าหมายช่วงเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก! ำหนดไว้ที่ 2-4 % เป็นเวลาเจ็ดเดือนติดต่อกัน





ที่มา : Xinhua

รัสเซียตั้งเป้าส่งออกธัญพืชไปเอเชียราคาถูกสุด

รัสเซียซึ่งเคยเป็นประเทศส่งออกธัญพืชรายใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ปัจจุบันอยู่อันดับ 8 หลังจากที่เมื่อปีก่อนระงับการส่งออก ตั้งเป้าจะลดราคาธัญพืชส่งออกให้มากที่สุดเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี และตั้งเป้าจะส่งออกธัญพืชไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้ส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมา

ทั้งนี้ราคาธัญพืชรัสเซียถูกกว่าของประเทศทวีปอเมริกาเหนือ ฝรั่งเศส และออสเตรเลียอย่างน้อย 40 เหรียญต่อเมทริกตัน ซึ่งจะทำให้สามารถส่งออกธัญพืชไปมาเลเซียได้เนื่องจากราคาค่าขนส่งถูกลง 44% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

&! nbsp; ในเดือนกรกฎาคมนี้ รัสเซียอาจส่งออกธัญพืชสูงถึง 2 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่ส่งออกสูงสุดเป็นสถิติใหม่ การส่งออกธัญพืชจากรัสเซียไปถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเช่นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาอาจสูงถึง 1 ล้านตันในระหว่าง 1กรกฎาคม 2554 – 30 มิถุนายน 2555

คาดการณ์ว่าผลผลิตธัญพืชของรัสเซียไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2555 จะสูงขึ้น 2 ล้านตัน เพิ่มเป็น 56 ล้านตัน และคาดว่าจะส่งออกธัญพืช 13 ล้านตัน

ทั้งนี้ ราคาธัญพืชส่งออกของรัสเซียกำลังสูงขึ้นทีละน้อย โดยอียิปต์นำเข้าธัญพืชรัสเซียราคาตันละ 255.25 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 จากเดิมตันละ 243.50 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 7 กรกฎาคม 2554




ที่มา : Reuters

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รัฐบาลจีนขยายระบบติดตามเนื้อสัตว์และผักในอีก 10 เมือง

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากเมืองกว่า 10 แห่ง เช่น ฮาร์บิน จี๋หนานและ อูรุมฉี เพื่อเริ่มใช้ระบบนำร่องติดตามเนื้อสัตว์และผักระยะที่ 2 ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2553 กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มใช้ระบบนำร่องดังกล่าวครั้งแรกใน 10 เมือง เช่น เซี่ยงไฮ้ และ ดาเลียน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดเนื้อสัตว์และผักได้โดยการใส่บาร์โคดผลิตภัณฑ์

นาย Jiang Zengwei รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ระบบจะทำให้การขนส่งเนื้อสัตว์และผักมีมาตรฐ! าน และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่สูงขึ้น นอกจากนี้ระบบตรวจติดตามอาหารจะกระตุ้นการพัฒนาระบบการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรสมัยใหม่ด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากระบบการขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาของผลิตภัณฑ์การเกษตร

ภายในสิ้นปี 2554 ระบบติดตามดังกล่าวซึ่งเริ่มนำร่องใช้ใน 10 จังหวัดแรกจะเปิดใช้ระบบเต็มรูปแบบ และเมื่อสิ้นปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 (2554-2558) ระบบติดตามดังกล่าวน่าจะครอบคลุมการขนส่งเนื้อสัตว์และผักทั่วทั้งประเทศ และจะเพิ่มการใช้ระบบดังกล่าวในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผลไม้และผลิตภัณฑ์จากทะเลในขั้นต่อไปทั้งนี้ โครงการระบบติดตามเนื้อสัตว์และผักระยะแรกครอบคลุมโรงเชือด 176 แห่ง ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ 100 แห่ง ตลาดอาหารกว่า 3,000 แห่ง ซูปเปอร์มาร์เก็ต 1,400 แห่ง และผู้รับซื้อกว่า 4,400 รายในเมืองนำร่อง



ที่มา : Xinhua

คาดส่งออกอาหารครึ่งปีหลังโต 12% มูลค่า 4.21 แสนบ้านบาท รวมทั้งปีขยายตัว 12% มูลค่ารวม 9 แสนล้านบาท

นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดจะขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าในตลาดโลก โดยจะมีมูลค่าประมาณ 4.21 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวดี เช่น ไก่และสัตว์ปีก น้ำตาลทราย ขณะที่ข้าวจะชะลอตัวลง รวมทั้งกลุ่มอาหารทะเลที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยภาพรวมการส่งออกในไตรมาส 3 คาดจะมีมูลค่า 2.12 แสนล้านบาท ขยายตัว 12% และไตรมาส 4 จะมีมูลค่า 2.09 แสนล้านบาท ขยายตัว 4% รวมทั้งปี คาดมีมูลค่า 9 แสนล้านบาท โต 12% โดยราคาสินค้าส่งออกจะยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

! ; สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมอาหารในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรปยังไม่ดีขึ้น แนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า และปริมาณวัตถุดิบที่หลายอุตสาหกรรมยังมีปริมาณไม่พอกับความต้องการ รวมทั้งราคาสูงขึ้น





ที่มา : แนวหน้า

ญี่ปุ่นเตรียมตรวจสารกัมมันตรังสีในข้าว

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ญี่ปุ่นเปิดเผยว่า รัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่นหลายแห่งจะตรวจสอบว่าข้าวที่ปลูกมีสารกัมมันตรังสีซิเซียมมากเกินไปหรือไม่ เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีความกังวลว่าข้าวที่ปลูกหลังจากเกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้า อาจมีรังสีปนเปื้อนเช่นเดียวกับเนื้อวัว ผัก ชา นม อาหารทะเล และน้ำ

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังประกาศให้จังหวัดอิวาเตะระงับการขนส่งเนื้อวัว หลังพบการปนเปื้อนรังสีมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ ส่วนข้าวซึ่งปลูกในพื้นที่อย่างน้อย 14 จังหวัด ในทางตอนเหนือและตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็น 40% ของผลผลิตข้าวทั้งประเทศ จะต้องถูกตรว! จสอบก่อนการเก็บเกี่ยว เพื่อทดสอบว่ามีปริมาณซิเซียมเกินกว่าที่กำหนดไว้หรือไม่ (ตามกฎหมายระบุไว้ไม่เกิน 500 Bq/KG)

อนึ่งเมื่อปี 2553 ญี่ปุ่นผลิตข้าว 8.3 ล้านตัน ส่วนใหญ่เพื่อบริโภคเองภายในประเทศ ส่งออกเพียง 1,900 ตัน ไปยังฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน



ที่มา : Reuters

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

EU ประกาศรายชื่อเรือประมงที่ลักลอบการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบใหม่เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง คือ Commission Implementing Regulation (EU) No 724/2011 of 25 July 2011 amending Regulation (EU) No 468/2010 establishing the EU list of vessels engaged in illegal, unreported and unregulated fishing โดยเป็นการประกาศรายชื่อเรือประมงที่ลักลอบการทำประมงที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎระเบียบ IUU อันเป็นไปตามข้อกำหนดใน Chapter V ของกฎระเบียบ IUU

โดยรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษา ได้จากเว็บไซต์! ดังต่อไปนี้

http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:194:0014:0018:EN:PDF

ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อเรือประมง IUU ที่ปรากฎในภาคผนวก (Annex) จะมีผลดำเนินการตามกฎหมาย 7 วันภายหลังจากที่มีการประกาศกฎระเบียบดังกล่าวใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2554

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสำนักงานฯ :

ก) การปร! ะกาศบัญชีรายชื่อเรือประมง IUU ในครั้งนี้ นับเป็นการประกาศครั้ง! ที่ 2 ภา ยหลังจากที่ EU ปรับใช้กฎระเบียบ IUU แล้วมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 (ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 ตามบันทึกสำนักงานฯ ที่ 05008/485) ซึ่งจากการประกาศในครั้งนี้ ไม่ปรากฎชื่อเรือประมงที่ชักธงไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อเรือประมง IUU ของ EU อย่างไรก็ดี ไทยควรให้ความระมัดระวังและความสำคัญ กับบัญชีรายชื่อเรือประมง IUU ที่ EU ออกมาในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มเรือที่ผิดกฎหมาย ปลาที่จับ ได้จากเรือดังกล่าวจะไม่สามารถส่งเข้าไปจำหน่ายยัง EU ได้ และหากมีการรับซื้อปลาที่จับได้จากเรือดังกล่าว ก็จะถือว่าผู้นั้นให้การสนับสนุนการทำประมงที่ผิดกฎหมาย IUU ด้วยเช่นกัน

ข) ทั้งนี้ คาดว่า ในคราวต่อๆ ไป EU จะได้มีการ update list ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และหากพบว่า ประเทศใดมีเรือประมง IUU อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมาก อาจถูกประกาศให้เป็น IUU Country ได้ในที่สุด





ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

อินเดียกลายเป็นประเทศส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของอาเซียน

อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารทะเลรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกค่อยๆ มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาหารทะเลสดเพื่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปอีกครั้งที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดประเทศกลุ่มอาเซียน

ผู้ส่งออกอาหารทะเลจากอินเดียค่อยๆหันมาสนใจส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม เพื่อตอบสนองความต้องการวัตถุดิบของอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้น

&! nbsp; Anwar Hashim ประธานสมาคมผู้ส่งออกอาหารทะเลแห่งอินเดียกล่าวว่า อินเดียส่งออกอาหารทะเลเกือบ 85% ไปยังสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญโดยหันมาส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยอินเดียส่งออกอาหารทะเลไปยังประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น 20-25%

ทั้งนี้ อินเดียผลิตอาหารทะเลปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่มีเพียงแค่ 9-10% หรือคิดเป็น 880,000 ตันส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้มีเหลือเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ




ที่มา : FIS

เขมรส่งออกมันสำปะหลังเพิ่ม 87% ในครึ่งแรกของปี 54

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 กระทรวงพาณิชย์กัมพูชารายงานว่า กัมพูชาส่งออกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 87% ในครึ่งแรกของปี 2554 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553

ข้อมูลระบุว่าจากเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน ปี 2554 กัมพูชาส่งออกมันสำปะหลังเส้นสดและแห้งจำนวน 212,018 ตันเพิ่มขึ้นจาก 113,068 ตันหรือเพิ่มขึ้น 87 % ในช่วงเดียวกันของปี 2553 ทำให้กัมพูชามีรายได้รวมจากการส่งออกมันสำปะหลังที่ 8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 200 % จากรายได้เพียง 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดี! ยวกันของปี 2553

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรระบุว่า กัมพูชาปลูกมันสำปะหลัง 194,000 เฮกตาร์ซึ่งให้ผลผลิตที่ 3.78 ล้านตันในช่วงการเก็บเกี่ยวของปี 2553-2554




ที่มา : Xinhua

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มะกันเรียกคืนนักเก็ตไก่ เหตุอาจปนเปื้อนเชื้อลิสทีเรีย

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 หน่วยบริการตรวจสอบและความปลอดภัยอาหารสหรัฐฯ (FSIS) เปิดเผยว่า บริษัท Pilgrim’s Pride Corporation รัฐเท็กซัส ได้ประกาศเรียกคืนนักเก็ตไก่เพิ่มเติม 7,072 ปอนด์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจปนเปื้อนเชื้อ Listeria monocytogenes หลังจากเรียกคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นจำนวน 11,240 ปอนด์

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตจากสถานประกอบการเลขที่ P-7091A ในวันที่ 2 มิถุนายน 2554 และจำหน่ายไปยังร้านค้าปลีกในรัฐต่างๆ ได้! แก่ Alabama, Florida, Georgia, Indiana, Kentucky, Ohio, Tennessee, Virginia และ West Virginia





ที่มา : FSIS

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สเปนไฟเขียวติดฉลาก “Meat, Energy”

Cecilia Ruiz ผู้จัดการของคณะกรรมาธิการอาหารไอร์แลนด์ (Bord Bia) สาขาประจำสเปนกล่าวว่า ด้วยแนวคิดริเริ่มของกรรมาธิการเนื้อสัตว์ AECOC ทำให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ในสเปนเตรียมสร้างสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อกระตุ้นคนสเปนให้บริโภคเนื้อสัตว์ โดยจะใช้สโลแกน “Meat, Natural Energy” (เนื้อสัตว์คือแหล่งพลังงานจากธรรมชาติ)

Juan Carlos San José ประธานคณะกรรมธิการของสมาคมเนื้อสัตว์ AECOC เปิดเผยว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการหารือที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อหาวิธีการสื่อคุณค่าของเนื้อสัตว์ที่ถูกต้อง! และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเนื้อสัตว์

แม้ว่าคนสเปนจะตระหนักถึงคุณค่าโภชนาการและประโยชน์ของเนื้อสัตว์ แต่ผลสำรวจจาก Focus Group ล่าสุดที่สำรวจโดย Bord Bia แสดงให้เห็นว่า คนกลัวการบริโภคอาหารประกอบกับความเชื่อว่าเนื้อมีไขมันสูงทำให้หันมาบริโภคปลาและผักมากขึ้นเนื่องจากตลอดมารัฐบาลสเปนให้เงินสนับสนุนในการณรงค์และการให้คำแนะนำในด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นการรับประทานอาหารเมดิเตอเรเนียน ซึ่งส่งเสริมการบริโภคผักและอาหารทะเลมากกว่าเนื้อสัตว์

ทั้งนี้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ในสเปนสามารถแสดงฉลากดังกล่าวในถาดจำหน่ายอาหาร วัสดุบรรจุอาหารหรือส่งเสริมขายมอาหารได้




ที่มา : The Meat Site

เมืองผู้ดีประกาศให้ผู้บริโภคทำตามคำแนะนำในการบริโภคถั่วงอก

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 หน่วยงานมาตรฐานอาหารสหราชอาณาจักร (FSA) ประกาศว่า สามารถรับประทานถั่วงอกดิบจากเมล็ดฟีนูกรีกได้แล้ว ในกรณีที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวระบุว่าพร้อมรับประทานหรือพร้อมล้าง

ก่อนหน้านี้ FSA ได้ห้ามผู้บริโภครับประทานถั่วงอกจากเมล็ดฟีนูกรีกและระงับการนำเข้าเมล็ดพืชดังกล่าวจากอียิปต์จนกระทั่งถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 หลังจากที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารสหภาพยุโรป (EFSA) ประกาศว่าเมล็ดฟีนูกรีกนำเข้าจากอียิปต์น่าจะเป็นสาเหตุของการระบาดของเชื้อE.coli O104:! H4 ในเยอรมนี และฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม FSA เน้นย้ำว่า สำหรับต้นถั่วงอกเพาะจากเมล็ดพืชชนิดอื่นๆ จะต้องปรุงให้สุกดีจนร้อนก่อนรับประทาน ถ้าฉลากไม่ได้ระบุไว้ว่า พร้อมรับประทานหรือพร้อมล้าง

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังกระตุ้นให้บริษัทรับจัดเลี้ยงอาหารซื้อถั่วงอกจากผู้ผลิตที่ได้การยอมรับด้านความปลอดภัยอาหารและมีระบบการควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้

FSA ระบุว่าได้เปลี่ยนแปลงคำแนะนำหลังจากมีการพิสูจน์ว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีเมล็ดฟีนูกรีกปนเปื้อนเชื้อดังกล่าวมีวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักร และเพิ่มเติมว่า จนถึงปัจจุบัน ไม่มีรายงานอาหารเป็นพิษซึ่งเกิดจากเชื้อ E.coli ในสหราชอาณาจักรที่มีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของเชื้อ E.coli ในฝรั่งเศส เนื่องจากบริษัทแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ซื้อเมล็ดฟีนูกรีกที่ได้ร! ับผลกระทบผ่านทางผู้นำเข้าเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามผลการตรวจพบว่า! เมล็ดฟีน ูกรีกดังกล่าวไม่มีการปนเปื้อนเชื้อ E.coli





ที่มา : Food Quality News